วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

โครงงานอาชีพ

ตัวอย่างโครงงาน
เรื่อง น้ำมะกรูด สูตรข้างครัว


โครงงาน เรื่อง น้ำมะกรูด สูตรข้างครัว


จัดทำโดย

เด็กหญิงณัฏฐพร ทองเชื้อ
เด็กหญิงสรนันท์ นุ่มจุ้ย
เด็กหญิงสุภาพร บัวเทศ
เด็กหญิงดวงกมล สมบูรณ์โชคดี
เด็กหญิงฐนันทิพย์ เตชะศิลปภักดี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/13

ครูที่ปรึกษา
อาจารย์วริษฐา ลิโมภาสิทธิ์
โรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1
บทคัดย่อ

มะกรูด เป็นสมุนไพรที่อยู่ในบ้านของทุกคน และหาได้ง่ายในบ้านของเรา ซึ่งมะกรูดสามารถรับประทานได้ทั้งใบและผล เราจึงอยากนำมะกรูดมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร
จากการศึกษาและค้นคว้าด้วยการทำโครงงานทดลองพบว่า มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ สารที่สำคัญที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของอวัยวะสำคัญในการขจัดสารพิษมากมาย ซึ่งสารที่ว่านี้ได้มาจากมะกรูด
โครงงาน น้ำมะกรูดสูตรข้างครัว มีจุดมุ่งหมายในการทำงาน โดยนำมะกรูดมาแปรรูปทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังเป็นการนำ สิ่งที่หาได้ง่ายภายในบ้านมาใช้ให้เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แก่คนในกลุ่มอีกด้วย
















กิตติกรรมประกาศ

คณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณป้าสุนีย์ สมบูรณ์โชคดี ที่ให้ความรู้และถ่ายทอดวิธีการทำน้ำมะกรูดสมุนไพร ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงอย่างละเอียด ด้วยความเมตตาและตั้งใจจริง ขอบพระคุณ ครูวริษฐา ลิโมภาสิทธิ์ ที่กรุณาให้คำแนะนำในการจัดทำโครงงาน อำนวยความสะดวกจัดหาอุปกรณ์ อุทิศเวลา และเป็น ที่ปรึกษาโครงงาน โดยเฉพาะการนำเสนอที่ถูกต้อง
สุดท้ายนี้ขอขอบใจเพื่อนนักเรียน ชั้น ม.1/13 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ให้ข้อแนะนำเสนอแนะ ทำให้ผลงานออกมาได้เป็นอย่างดี


คณะผู้จัดทำ















คำนำ

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอโครงงาน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในหัวข้อ น้ำมะกรูด สูตรข้างครัว
คณะผู้จัดทำโครงงานได้ศึกษาจากหนังสือ ผลไม้และเครื่องดื่มผสม รวบรวมข้อมูลและเก็บบันทึกข้อมูล เพื่อศึกษาสมุนไพรที่ช่วยในการบำรุงร่างกายมนุษย์เราให้แข็งแรง
ด้วยความตั้งใจ สามัคคี ในการนำเสนอโครงงานชิ้นนี้ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั่วไป


คณะผู้จัดทำ


















สารบัญ
หน้า
บทคัดย่อ ก
กิตติกรรมประกาศ ข
คำนำ ค
สารบัญ ง
บทที่ 1 บทนำ 1
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน 1
วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1
สมมติฐานการศึกษา 1
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2
เอกสารอ้างอิง 3
เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา 4
บทที่ 3 วิธีการดำเนินโครงงาน 5
ตารางปฏิบัติกิจกรรม 6
เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา 7
วิธีการศึกษา 8
บทที่ 4 ผลการศึกษา 9
ผลการศึกษา 10
การศึกษาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น 11
บทที่ 5 สรุปผลการศึกษา 12
สรุปผลการศึกษา 13
ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน 14
ข้อเสนอแนะ 15
บรรณานุกรม 16


บทที่ 1
บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
เนื่องจากมะกรูดเป็นสมุนไพรที่หาง่ายในบ้าน และยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เราจึงคิดนำผลมะกรูดมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ที่ง่ายต่อการรับประทาน และสามารถทำกินเองได้ภายในครอบครัว

วัตถุประสงค์ของการการศึกษา
1. เพื่อแปรรูปสมุนไพรให้ง่ายต่อการรับประทานยิ่งขึ้น
2. เพื่อศึกษาวิธีทำเครื่องดื่มง่ายๆ จากสมุนไพรใกล้ตัว

สมมติฐานการศึกษา
สามารถนำมะกรูดมาแปรรูปเป็นน้ำสมุนไพรที่ง่ายต่อการดื่ม

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้รับความรู้จากการทำน้ำมะกรูด
2. ได้รับประโยชนจากการทำน้ำมะกรูด
3. ฝึกฝนความอดทน
4. ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อยารักษาโรค




บทที่ 2
การศึกษาเอกสารอ้างอิง

มะกรูด (Ma-krut) , Kaffir lime , leech lime
ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus hystrix DC.
วงศ์ RUTACEAR
ถิ่นกำเนิด มาเลยเซีย พม่า ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย
รูปลักษณ์ ไม้พุ่มขนาดใหญ่ ลำต้นเกลี้ยงเกลากิ่งก้านมีหนามแหลม ใบสีเขียวหนา มีกลิ่นหอมฉุน มีน้ำมันหอมระเหย ออกดอกเป็นช่อสีเขียวมีนวลเหลืองบ้าง ลูกกลมผิวหนาขรุขระ
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ใบ - มีน้ำมันหอมระเหย ใช้ประกอบอาหาร
ผล - ใช้แต่งกลิ่น สระผม
ผิวจากลูก - บำรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้แน่น
ราก - ถอนพิษ แก้ปวดท้อง แก้พิษฝีภายใน
ลูกมะกรูด - หมักดองเป็นยาดองเปรี้ยวเค็ม รับประทานฟอกล้างและบำรุงโลหิต
ชื่อท้องถิ่น ภาคเหนือ เรียก มะขูด , มะขุน
ภาคใต้ เรียก ส้มกรูด , ส้มมั่วผี
เขมร เรียก โกร้ยเขียด
กะเหรี่ยง – แม่ฮ่องสอน เรียก มะขู
ลักษณะทั่วไป มะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้าน ลำต้นและกิ่งมีหนามแข็ง ใบ เป็นใบประกอบที่มีใบย่อยใบเดียว สีเขียวหนา มีลักษณะคอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอนๆ มีก้าน แผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน ใบสีเขียวแก่ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ ดอก ออกเป็นกระจุก 3 - 5 ดอก กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย ผลมีหลายแบบแล้วแต่พันธ์ผลเล็กเท่ามะนาว ผิวขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่หัว
การปลูก มะกรูดปลูกได้ดีในดินทุกชนิด ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
สรรพคุณทางยา
1. ผิวผลสดและผลแห้ง รสปร่า หอมร้อน สรรพคุณแก้ลมหน้ามืด แก้วิงเวียน บำรุงหัวใจ ขับลมลำไส้ ขับระดู
2. ผล รสเปรี้ยว มีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ แก้น้ำลายเหนียว ฟอกโลหิต ใช้สระผมทำให้ผมดกดำ ขจัดรังแค
3. ราก รสเย็นจืด แก้พิษฝีภายใน แก้เสมหะ แก้ลมจุกเสียด
4. น้ำมะกรูด รสเปรี้ยว กัดเสมหะ ใช้ดองยามีสรรพคุณเป็นยาฟอกโลหิตสำหรับสตรี
5. ใบ รสปร่าหอม แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ช้ำใน และดับกลิ่นคาว
คติความเชื่อ มะกรูดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรปลูกไว้ในบริเวณบ้าน โดยกำหนดปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (พายัพ) เพื่อผู้อยู่อาศัยจะได้มีความสุข และในบางตำราว่าเป็นความเชื่อของคนบ้านป่า ที่เดินทางด้วยเกวียนเทียม โคหรือกระบือเมื่อได้กลิ่นสาบเสือ จะหยุดเดิน เจ้าของจะต้องขุดผิวมะนาวหรือมะกรูด ป้ายจมูกให้ดับกลิ่นสาบเสือก่อน โค กระบือ จึงจะเดินต่อไป ดังนั้นการเดินทางสมัยก่อนผ่านป่า ผู้เดินทางจึงมักจะพกพามะนาวและมะกรูดติดตัวไปด้วยเสมอ ในพิธีกรรมการทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ สำหรับพรมหรืออาบผู้ป่วยใบมะกรูดเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะขาดไม่ได้ โดยใช้ร่วมกับใบส้มป่อย ใบเงินใบทอง ใบมะตูม หญ้าแพรก หมากผู้หมากเมีย ในราชพฤกษ์เชื่อกันว่าใบจากต้นไม้มงคลเหล่านี้จะช่วยปัดเป่าและบรรเทาเคราะห์โดยตกลงไปได้
ใบมะกรูดมหัศจรรย์กำจัดแมลงในข้าวสาร
ผลมะกรูด รักษาชันนะตุและแผลบนศีรษะด้วยมะกรูดได้
-ใช้น้ำคั้นที่ได้จากผลมะกรูดหรือนำผลมะกรูดเผาไฟผ่าซีกบีบเอาน้ำและน้ำมันจากผิวมะกรูด ผสมน้ำ 1 เท่า ใช้สระผมแทนแชมพู แล้วลาดออก





บทที่ 3
วิธีการดำเนินโครงงาน

ตารางปฏิบัติกิจกรรมโครงงาน 1 - 29 สิงหาคม 2551

สัปดาห์ที่ กิจกรรมที่ปฏิบัติ สถานที่ทำกิจกรรม ผู้รับผิดชอบ
1
1 สิงหาคม 2551 - เลือกหัวข้อการทำโครงงานและ
นำเสนอครู พร้อมทั้งเหตุผลในการทำ
- ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเอกสาร
หนังสือจากห้องสมุด
- กำหนดการศึกษาจากวิทยากร
ห้องเรียน ห้อง 112

ห้องสมุดโรงเรียนมัธยมฐานบินฯ
สมาชิกในกลุ่ม

ครูที่ปรึกษา
2
8 สิงหาคม 2551 - ทำรายงานเพื่อขอเบิกอุปกรณ์
ส่วนค่าใช้จ่าย เก็บคนละ 5 บาท
และแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ
ติดต่อวิทยากรท้องถิ่น
ห้องเรียน ห้อง 112
สมาชิกในกลุ่ม
ครูที่ปรึกษา
3
15 สิงหาคม 2551 - ลงมือปฏิบัติทำน้ำมะกรูด
- ให้คุณครู ผู้ปกครองและเพื่อน
ร่วมประเมินรสชาติของน้ำมะกรูด
ห้องเรียน ห้อง 112
สมาชิกในกลุ่ม
ครูที่ปรึกษา
4
22 สิงหาคม 2551 - เขียนรายงานโครงงานจัดทำรูปเล่ม
และสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม ห้องเรียน ห้อง 112 สมาชิกในกลุ่ม
ครูที่ปรึกษา
5
29 สิงหาคม 2551 - นำเสนอการทำเครื่องดื่มสมุนไพรและ
รายงานผลการปฏิบัติงาน ห้องเรียน ห้อง 112 สมาชิกในกลุ่ม
ครูที่ปรึกษา






เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา
อุปกรณ์
1. เครื่องปั่นน้ำผลไม้
2. แก้ว
3. หลอด
4. ช้อนชา
วัสดุ
1. มะกรูด
2. เกลือกป่น
3. น้ำเชื่อม
4. น้ำแข็งปั่น
5. น้ำ
วิธีการศึกษา
1. ศึกษาจากวิทยากรท้องถิ่น โดยการสอบถามคุณป้าสุนีย์ สมูบรณ์โชคดี และ ฝึกปฏิบัติทำน้ำมะกรูดปั่น
2. ศึกษาจากเอกสารอ้างอิง และคำบอกเล่าของผู้รู้
3. ประเด็นการศึกษา
- ได้รู้ถึงสรรพคุณของมะกรูด
- ได้รู้วิธีในการทำน้ำมะกรูด
ผลการศึกษา
1. ได้ศึกษาสรรพคุณของมะกรูด
2. ได้ศึกษาวิธีการทำน้ำมะกรูด





บทที่ 4
ผลการศึกษา

1. ได้ศึกษาสรรพคุณของมะกรูด
2. ได้ศึกษาวิธีการทำน้ำมะกรูด























บทที่ 5
สรุปผลการศึกษา

สรุปผลการศึกษา
การศึกษาการทำน้ำมะกรูด เป็นการนำสิ่งที่ใกล้ตัวมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นการฝึกให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อที่จะนำมาพัฒนาเป็นอาชีพเสริมได้
ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน
1. ได้ศึกษาการทำน้ำมะกรูด
2. ได้ศึกษาสรรพคุณของมะกรูด
3. นำมาพัฒนาให้เกิดรายได้
ข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาโครงงานการทำน้ำมะกรูด สามารถพัฒนาให้เป็นอาชีพเสริมได้











บัญชีรายรับ – รายจ่าย

รายรับ รายจ่าย
ว/ด/ป รายการ จำนวนเงิน ว/ด/ป ลำดับ รายการ จำนวน ราคา/หน่วย จำนวนเงิน หมายเหตุ
15/5/51 เก็บเงินสมาชิกในกลุ่มคนละ
5 บาท / คน
(มี 5 คน) 25 บ. 15/8/51 1 ซื้อน้ำตาล
น้ำแข็ง

รวมรายจ่าย
เหลือ ½ กก.
1 ถุง 18 บ.
10 บ. 8 บ.
10 บ.

19
6

เด็กหญิงณัฏฐพร ทองเชื้อ หัวหน้า
เด็กหญิงฐนันทิพย์ เตชะศิลปะภักดี เลขา

โครงงานอาชีพ

โครงงาน


กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี


เรื่อง การเพาะเห็ดขอนขาวและเห็ดลม(เห็ดบด)







จัดทำโดย

เด็กชายฤทธิชัย จันทะคุณ

เด็กหญิงศิริรัตน์ วงค์ตา

เด็กหญิงรัชนีกร คำวัน


ช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านปลาปากน้อย


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครพนม เขต 1


ครูที่ปรึกษา

นายดนตรี เชื้อสาทุม นางชุติมา สุวรรณบำรุง


--------------------------------------------------------------------------------





1.ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

แต่ก่อนพื้นที่ป่าในบนปลาปากน้อยมีมาก ป่าก็มีความอุดสมบูรณ์ ของป่าต่าง ๆ เช่น เห็ดบด เห็ดขอนขาว เห็ดละโงก เห็ดดินต่าง ๆ ผักหวาน ไข่มดแดง แมงแครง ก็มีจำนวนพอเพียงกับชาวบ้าน ต่อมาเมื่อประชากรเริ่มมีมากขึ้น ชาวบ้านก็ทำการแผ้วถางป่าและบุกรุกป่ามากขึ้นทำให้พื้นที่ป่าลดลง จำนวนของป่าหรืออาหารตามธรรมชาติก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงพอต่อความต้องการและเริ่มหายากขึ้นเรื่อย ๆ

อนึ่งไม้ที่ถูกแผ้วถางออกนี้ มักจะถูกเผาทิ้งเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็นำไปทำเป็นเสารั้วซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างไม่คุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าคณะผู้จัดทำจึงมีแนวคิดในการนำไม้ดังกล่าว มาทำการทดลองเพาะเห็ด โดยได้นำไปปรึกษาคณะครูโรงเรียนบ้านปลาปากน้อย ซึ่งคณะครูเห็นชอบให้นักเรียนทำการศึกษาเป็นโครงงานอย่างลุ่มลึก โดยศึกษาในลักษณะเป็นการทดลอง เห็ดที่จะนำมาทดลองนั้นครูดนตรี เชื้อสาทุม ได้แนะนำให้ปลูกเห็ดขอนขาวและเห็ดลม(เห็ดบด) เนื่องจากในชุมชนใกล้เคียงมีเชื้อเห็ดขอนขาวและเห็ดลม(เห็ดบด)ไว้บริการ และเห็ดทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นที่ต้องการของท้องตลาดมาก

2. วัตถุประสงค์

1. เพื่อฝึกทักษะอาชีพให้กับนักเรียนและสามารถนำไปประกอบอาชีพหลักและอาชีพเสริมในอนาคตได้
2. เพื่อนำเห็ดที่ได้มาประกอบอาหารกลางวันและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม

3. วิธีการศึกษา
1. ศึกษาและค้นคว้ารายละเอียดในเรื่อง วัสดุอุปกรณ์ ขั้นตอนการดำเนินงาน
จากหนังสืออื่น ๆที่เกี่ยวข้องและจากวิทยากรภูมิปัญญาท้องถิ่น
2. ดำเนินการเพาะเห็ดขอนขาวและเห็ดลม(เห็ดบด) ตามขั้นตอนที่ศึกษา
3. สังเกตและจดบันทึกข้อมูล
4. นำข้อมูลที่ได้มาเขียนเค้าโครงของโครงงาน
5. เรียบเรียงข้อมูล
6. เขียนรายงาน
7. เตรียมนำเสนอ


--------------------------------------------------------------------------------







เห็ดขอนขาวและเห็ดลม(เห็ดบด) เป็นเห็ดพื้นเมืองที่มีรสชาติดี เป็นที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายในหมู่ของคนไทย โดยเฉพาะทางภาคอิสานและภาคเหนือ เห็ดลมมีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่น เห็ดกระด้าง เห็ดบด เห็ดขอนดำ ตามธรรมชาติเห็ดลม(เห็ดบด) และเห็ดขอนขาวจะออกดอกตามขอนไม้ในป่าในช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน แต่ในปัจจุบันป่าไม้ถูกแผ้วถางเพื่อนำไปเป็นพื้นที่ทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นในช่วงฤดูแล้งยังเกิดไฟป่าเผาทำลายขอนไม้แห้งในป่าจนเกือบหมด ทำให้เห็ดขอนขาวและเห็ดลม(เห็ดบด) ตามธรรมชาติมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ จนแทบจะหาเก็บมาบริโภคกันไม่ได้อีกแล้ว





1. ชนิดของไม้ที่ใช้เพาะเห็ดขอนขาวและเห็ดลม(เห็ดบด)




ไม้มะม่วง





ไม้เต็ง ไม้รัง


2.วัสดุอุปกรณ์
1. ขอนไม้มะม่วง ไม้เต็ง ไม้รัง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 – 6 นิ้ว ยาว 1.50 เมตร
2. เชื้อเห็ด
3. ทราย
4. ปูนซีเมนต์
5. คุถัง
6. สว่าน
7. ไม้สำหรับอัดกดเชื้อเห็ด







ปูนซีเมนต์


ทราย






ขอนไม้

เชื้อเห็ด







สว่าน

คุถัง/กาละมัง






ไม้สำหรับอัดกดเชื้อเห็ด




3. วิธีการและขั้นตอนการเพาะเห็ด




1. เตรียมท่อนไม้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์ 4 – 6 นิ้ว ความยาว 1.50 เมตร







2. ใช้สว่านไฟฟ้าขนาด 5 - 6 หุน เจาะขอนไม้ที่เตรียมไว้เป็นรูให้มีความลึกประมาณ 2 – 4 เซนติเมตร โดยทำเป็นแถวๆ ตามความยาวของไม้ และให้แต่ละแถวให้ห่างกันประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร แต่ละขอนเจาะรูจำนวนเท่ากัน



3. นำเชื้อเห็ดที่เตรียมไว้( เปิดถุงเชื้อเห็ดแล้วแกะใส่คุถัง และใช้มือบีบขยำเชื้อเห็ดให้แตกจนละเอียด) ยัดลงไปในรูที่เจาะจนเต็มรู แล้วใช้ไม้ขนาดเท่ารูกดและดันเชื้อเห็ดให้แน่นจนเต็มรู






4. ใช้ปูนซีเมนต์ผสมทรายอัตราส่วน 1 : 1 คลุกน้ำหมาด ๆ ปิดขอนเห็ดที่ใส่เชื้อเห็ดแล้ว






5. นำขอนเห็ดไปเก็บพักไว้ในที่ร่มใต้ต้นไม้เพื่อเป็นการบ่มเชื้อเห็ด และถ้าอากาศแห้งควรรดน้ำให้ขอนเห็ดประมาณ 10 – 15 วันต่อครั้ง

4. การบ่มเชื้อ


เมื่อฝังเชื้อเห็ดเข้าไปในขอนเสร็จแล้ว ให้นำขอนไม้ไปเก็บพักไว้ในที่ร่ม ใต้ต้นไม้ โดยวางขอนไม้ให้เป็นซ้อนกันเป็นสี่ด้าน และไม่ให้ถูกแสงแดดและลมพัด เพราะจะทำให้ขอนไม้แห้งเร็วเกินไป เชื้อเห็ดจะเจริญขยายเส้นใยไม่ได้เต็มที่ โดยวางเรียงขอนไม้ซ้อนกันขึ้น การบ่มพักเชื้อจะใช้เวลานาน 3 - 4 เดือน หรืออาจนานกว่านี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของขอนไม้และชนิดของไม้ถ้าขอนไม้ใหญ่ใช้เวลานานขึ้น โดยเชื้อเห็ดจะอาศัยน้ำเลี้ยงจากเปลือกไม้เป็นอาหาร ดังนั้นถ้าขอนไม้แห้งเร็วเกินไปควรรดน้ำช่วยบ้าง 10 - 15 วันต่อครั้ง








5. การเปิดดอกหรือการทำให้เห็ดเกิดดอก


ถ้าเป็นขอนขนาดเล็ก เมื่อบ่มพักเชื้อครบ 4 เดือน แต่ถ้าเป็นขอนขนาดใหญ่ต้องรอไปอีกระยะ เมื่อเชื้อเห็ดเจริญได้ที่และเปลือกไม้เริ่มผุจนย่างเข้าถึงฤดูฝน เห็ดก็จะออกดอกขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องรดน้ำ ปล่อยให้เห็ดเกิดดอกตามธรรมชาติ ซึ่งผลปรากฏว่า เห็ดออกดอกได้ปีละ 3 - 5 ครั้ง และผลผลิตต่อขอนก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมมาก โดยช่วงเวลาที่เห็ดออกดอกได้ดีเป็นช่วงเวลากลางคืน ถึงเช้ามืด






--------------------------------------------------------------------------------







1.วิธีการดำเนินงาน

1. จัดทำแผนปฏิบัติงาน
2. ศึกษาวิธีการและขั้นตอนในการเพาะเห็ดจากครูที่ปรึกษา ภูมิปัญญาท้องถิ่นและจากแหล่งเรียนรู้ห้องสมุดของโรงเรียน
3. เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเห็ด
4. ดำเนินการเพาะเห็ดตามขั้นตอนที่ศึกษา
5. จดบันทึกข้อมูลจากการทดลองตั้งแต่เริ่มเพาะเห็ดจนถึงการเก็บผลผลิต
6. รวบรวมข้อมูลจากการจดบันทึกไปนำเสนอให้ครูที่ปรึกษาตรวจสอบ
7. พิมพ์รายงานสรุปผลการทดลอง/ผลการดำเนินงาน
2. แผนการปฏิบัติงาน

วัน/เดือน/ปี
แหล่งการเรียนรู้/วิธีการศึกษา
ผลการปฏิบัติงาน

2 กุมภาพันธ์ 50
วางแผนการปฏิบัติงาน
ดำเนินการปฏิบัติตามแผน

5 กุมภาพันธ์ 50
ศึกษาวิธีการและขั้นตอน

ในการเพาะเห็ดจากวิทยากร/แหล่งเรียนรู้
- ศึกษาวิธีการและขั้นตอนการเพาะเห็ดจากครูที่ปรึกษาและห้องสมุดโรงเรียน

- ศึกษาดูงานการเพาะเห็ดจากชุมชน

6 กุมภาพันธ์ 50
เตรียมวัสดุอุปกรณ์
- จัดหา ขอนไม้ เชื้อเห็ด ซีเมนต์ ทราย คุถัง สว่าน

7 กุมภาพันธ์ 50
ดำเนินการเพาะเห็ด
- ดำเนินการเพาะเห็ดตามขั้นตอนที่ศึกษา

7 กุมภาพันธ์ 50

- 1 มิถุนายน 50
จดบันทึกและรวบรวมข้อมูล


- จดบันทึกข้อมูลตั้งแต่เริ่มเพาะเห็ด การดูแลรักษา

จนถึงการเก็บผลผลิตแล้วสรุปข้อมูล

กุมภาพันธ์ 50
พิมพ์รายงานสรุปผลการทดลอง/ผลการดำเนินงาน
- จัดพิมพ์รายงานสรุปผลการดำเนินงานโดย

1. เด็กชายฤทธิชัย จันทะคุณ

2. เด็กหญิงศิริรัตน์ วงค์ตา

3. เด็กหญิงรัชนีกร คำวัน





อุปกรณ์การศึกษา 1. ห้องสมุดโรงเรียนบ้านปลาปากน้อย
2. ครูที่ปรึกษา คุณครูดนตรี เชื้อสาทุม
3. ภูมิปัญญาท้องถิ่น
4. อุปกรณ์การเขียน สมุด ดินสอ ปากกา ไม้บรรทัด แบบบันทึก กล้องถ่ายรูป


--------------------------------------------------------------------------------




1. ทำให้ทราบว่าไม้ในท้องถิ่นของบ้านปลาปากน้อยที่สามารถนำมาเพาะเห็ดขอนขาวและเห็ดลม(เห็ดบด)ได้คือ ไม้มะม่วง ไม้เต็ง ไม้รัง
2. เห็ดจะออกดอกได้ดีเมื่อนำขอนเห็ดไปวางไว้ใต้ร่มไม้และควรรดน้ำขอนเห็ดในช่วงที่ฝนไม่ตก 10 – 15 วันต่อครั้ง
3. ฤดูที่เห็ดขอนขาวและเห็ดลม(เห็ดบด) ออดดอกได้ดีและมีผลผลิตสูงคือช่วงต้นฤดูฝนและช่วงปลายฤดูฝน
4. เห็ดออกดอกได้ปีละ 3 - 5 ครั้ง


ข้อเสนอแนะ
1. ในการจัดวางเรียงขอนเห็ดให้เป็นชั้น ๆ นั้น ควรนำวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน เช่น อิฐบล็อก หรือท่อนซีเมนต์ มาวางรองขอนเห็ดไว้เพื่อไม่ให้ขอนติดดินและป้องกันไม่ให้ปลวกขึ้นกัดกินเนื้อไม้

เอกสารอ้างอิง


- ใบความรู้การปลูกเห็ดลม และเห็ดขอนขาว ของขวัญชัย พันธ์หมุด คณะพืชศาสตร์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครพนม
- กระทรวงศึกษาธิการ,หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษา ปีที่5,6,2547 โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว: กรุงเทพมหานคร

โครงงานอาชีพ

ตัวอย่างโครงงานการอาชีพ เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง โครงงานการงานอาชีพ

เรื่อง

เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส




คณะผู้จัดทำโครงงาน
๑.เด็กชายมนต์รัก หาบุญมา ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๑๒

๒.เด็กชายเอกลักษณ์ ทองราช ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๑๕

๓.เด็กหญิงมินตรา พระลิต ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๒๗

๔.เด็กหญิงอังคณา นุสนทรา ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๒๒

๕.เด็กชายสุจินดา นาเจริญ ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๗

๖.เด็กชายจิรกฤต ปะสาวะนัง ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๑๓

๗.เด็กหญิงสุริฉาย ประวันเณย์ ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๒๔

๘.เด็กชายจิรายุทธ จำเริญขวัญ ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๑๔

๙.เด็กชายอาทิตย์ สังสีราช ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๔

๑๐.เด็กชายณัฐกานณ์ สิงห์สถิต ชั้น ม . ๒ เลขที่ ๑



คุณครูที่ปรึกษาโครงงาน
นาย จำรัส เจริญนนท์

โรงเรียนบ้านโสกแดง อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม



รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงงานการงานอาชีพ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ประเภทโครงงานสำรวจการเรียนรู้การงานอาชีพ รหัสวิชา ง ๓๒๑๐๑







หัวข้อโครงงาน เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส

ผู้จัดทำ

๑.เด็กชายมนต์รัก หาบุญมา

๒.เด็กชายเอกลักษณ์ ทองราช

๓.เด็กหญิงมินตรา พระลิต

๔.เด็กหญิงอังคณา นุสนทรา

๕.เด็กชายสุจินดา นาเจริญ

๖.เด็กชายจิรกฤต ปะสาวะนัง

๗.เด็กหญิงสุริฉาย ประวันเณย์

๘.เด็กชายจิรายุทธ จำเริญขวัญ

๙.เด็กชายอาทิตย์ สังสีราช

๑๐.เด็กชายณัฐกานณ์ สิงห์สถิต

ชื่อครูที่ปรึกษาโครงงาน นาย จำรัส เจริญนนท์

โรงเรียน บ้านโสกแดง อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม

ปีการศึกษา ๒๕๕๒



บทคัดย่อ
โครงงานการงานอาชีพเรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเรื่องเกี่ยวกับเกษตรต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันและสอดคล้องกับแนวพระราดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยคณะผู้จัดทำได้ออกศึกษาค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต และศึกษาสัมภาษณ์จากชาวบ้าน จากชาวบ้านชุมชนใกล้เคียงที่ปลูกพืชผักสวนครัว คณะผู้จัดทำได้ความรู้เรื่องเกษตรต่าง ๆแล้ว ก็มีแนวความคิดจัดทำขึ้นเป็นโครงงาน เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มีความรู้เรื่องเกษตรต่าง ๆ และเมื่อได้ความรู้แล้วก็สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ เมื่อนำไปประยุกต์ใช้ก็ทำให้เกิด ความพอเพียง พอมี พอกิน

ผลการศึกษาโครงงาน โครงงานพบว่ามีเกษตรต่าง ๆหลายประเภททั้งจากอินเทอร์เน็ตและจากการสัมภาษณ์ชุมชนใกล้เคียง เช่น ผักกาด ผักหอม เป็นต้น เราสามารถนำมาปลูกและประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจพอเพียงได้

โดยสรุป โครงงานเรื่องเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำรัส เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำมาใช้เพื่ออาหาร และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ชาวบ้านชุมชนใกล้เคียง เพื่อประยุกต์ใช้กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง





กิตติกรรมประกาศ
การศึกษาโครงงานเรื่องนี้สำเร็จ ได้ด้วยความช่วยเหลือให้คำปรึกษาจาก คุณครู จำรัส เจริญนนท์ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ที่ได้ให้ความกรุณาชี้แนะแนวทางและการตรวจสอบการแก้ไขข้อบกพร่องของโครงงานจนสำเร็จด้วยดี คณะผู้ศึกษาจึงขอกราบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง

ขอขอบพระคุณผู้ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครูโรงเรียนบ้านโสกแดง ที่อนุเคราะห์และอำนวยความสะดวกแหล่งค้นคว้าข้อมูล

ขอขอบพระคุณเพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่ให้กำลังใจด้วยดีเสมอมา

ขอขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่และญาติทุกคนของคณะผู้ศึกษา ที่คอยเป็นกำลังใจอันสำคัญยิ่งให้แก่คณะผู้ศึกษาค้นคว้าจนประสบผลสำเร็จ

คุณค่าและประโยชน์ของการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาค้นคว้าขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดา มารดาบูรพาจารย์ และผู้มีพระคุณทุกท่าน



คณะผู้จัดทำ





บทที่ ๑
บทนำ


ที่มาและความสำคัญ
เนื่องด้วยคณะผู้ศึกษาไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเกษตรต่าง ๆ มีแนวความคิดจัดทำโครงงานการงานอาชีพ เรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส อยากมีความรู้เรื่องเกษตรต่าง ๆ เพื่อประยุกต์ใช้กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อที่จะได้ออก สัมภาษณ์ ลงมือปฏิบัติจริง และได้ศึกษาค้นค้าหาความรู้เรื่องเกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส ด้วยตนเอง และนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้ความรู้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ และชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านหนองไผ่ บ้านไผ่ล้อม บ้านโสกแดง บ้านโนนสะพัง และมีควาเชี่ยวชาญเรื่องเกษตรต่าง ๆ มาก ๆ และมีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติจริงและสามารถสอบเรื่องเกษตร ได้ผลสัมฤทธิ์ ในระดับดี ในภาคเรียนต่อ ๆมา



วิชาการงานอาชีพทุกคนต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับเกษตรต่าง ๆ การศึกษาโครงงาน เรื่อง เกษตรพอเพียง พระราชดำรัส จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าต้องการรู้จักเรื่องเกษตรต่าง ๆ ของพืชผักต่าง ๆ

เช่น ผักกาด ผักหอม เป็นต้น ได้ความรู้จากการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มาก



จากข้อความดังกล่าว คณะผู้ศึกษาจึงทำโครงงาน เรื่องเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำรัส ขึ้น



วัตถุประสงค์
๑. เพื่อศึกษา สัมภาษณ์ เกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำรัส จากชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง และจาอินเทอร์เน็ต

๒. เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มีความรู้เรื่องเกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส

๓. เพื่อที่จะได้ลงมือปฏิบัติจริง

สมมุติฐานการศึกษาค้นคว้า
คณะผู้จัดทำไม่รู้เรื่องเกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสมากพอ และไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการลงมือปฏิบัติจริง



ความมุ่งหมายของการศึกษา
เพื่อรวบรวมข้อมูล เรื่องเกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส จัดทำขึ้นเป็นโครงงานการงานอาชีพ



ความสำคัญของการศึกษา
ทำให้ทราบเรื่อง เกษตรพอเพียง ตาแนวพระราชดำรัส รู้เรื่องเกษตรต่าง ๆ มากมาย



ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
การศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาจากอินเทอร์เน็ต และสัมภาษณ์ชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านหนองไผ่ บ้านไผ่ล้อม



นิยามศัพท์เฉพาะ
เกษตร หมายถึง ที่ดิน , ทุ่ง , นา , ไร่ เช่น พุทธเกษตร

พอเพียง หมายถึง ได้เท่าที่กะไว้ เช่น ได้เท่านี้ก็พอแล้ว

พระราชดำรัส หมายถึง คำสั่งสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศึกษา หมายถึง การเล่าเรียน , ฝึกฝน , และอบรม

ค้นคว้า หมายถึง ข้อมูลอย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชา , เสาะหาเอามา



บทที่ ๒
เอกสารที่เกี่ยวข้อง


เอกสารที่สารที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวของเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาโครงงาน ดังหัวข้อต่อไปนี้



เอกสารที่เกี่ยวข้อง


อินเทอร์เน็ต WWW.GOOGLE. COM ได้แก่ ได้รู้จักวิธีปลูกพืชผักสวนครัวต่าง ๆ คือ ผักกาด ผักหอม ผักซี ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง พริก กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักบุ้ง



หนังสือกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชัน ม. ๒ ได้แก่ ความรู้เพิ่มเติม เรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



ตัวอย่างแบบ โครงงานภาษาไทย ได้แก่ บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ ที่มาและความสำคัญ วิธีดำเนินงาน



หนังสือเสริมความรู้ เรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ความรู้ เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ว่ามีความเป็นมาแบบใด มีแนวปฏิบัติแบบใด ประยุกต์ได้แบบใด



บทที่ ๓
วิธีดำเนินงาน


วิธีดำเนินงาน


ลำดับ
ขั้นตอนการศึกษา
ระยะเวลาดำเนินการ

๑.
กำหนดปัญหา
๑๐ พ.ย ๕๒

๒.
ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ เรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส
๑๑ พ.ย ๕๒

๓.
รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการ สัมภาษณ์ ชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านหนองไผ่ บ้านไผ่ล้อม เป็นต้น
๑๓ พ.ย ๕๒

๔.
ศึกษาค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต
๑๕ พ.ย ๕๒

๕.
รวบรวมข้อมูลที่ได้
๑๖ พ.ย ๕๒

๖.
จัดทำรูปเล่มรายงานขึ้น เพื่อออกเผยแพร่ให้กับนักเรียนชั้น ม. ๒ และชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง
๑๗ พ.ย ๕๒

๗.
ออกเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าโครง
๑๙ พ.ย ๕๒

๘.
นำความรู้ที่ได้มา จัดทำขึ้นผังโครงงาน
๒๒ พ.ย ๕๒

๙.
ฝึกซ้อมการนำเสนอโครงงาน เรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส
๒๓ พ.ย ๕๒

๑๐.
นำเสนอโครงงาน
๓๐ พ.ย ๕๒




บทที่ ๔
ผลการศึกษาค้นคว้า


ผลการศึกษาค้นคว้า
ผลการศึกษาค้นคว้า เรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส จากการ สัมภาษณ์ ชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง และจากอินเทอร์เน็ต ปรากฏการศึกษา ดังต่อไปนี้



บทที่ ๕
สรุปผล อภิปรายผล ประโยชน์ที่ได้รับ และข้อเสนอแนะ


การศึกษาโครงงาน เรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส สรุปผลได้

ดังนี้



สรุปผล
จากการศึกษาและสัมภาษณ์ชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง ได้ศึกษาพืชผักต่าง ๆ จำนวน ๙ ชนิด คือ ผักกาด ผักหอม ผักซี ผักคะน้า พริก กะหล่ำปลี ผักกวางตุ้งผักบุ้ง ผักกาดขาว ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการปลูกพืชผักต่าง ๆ และอื่น ๆ ผู้ศึกษาจึงได้นำผลการเรียนรู้ออกเผยแพร่ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ อ.แกดำ จ.มหาสารคาม และชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒และชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง ได้นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและสามารถปฏิบัติตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ได้ผลสัมฤทธิ์ในระดับดี



อภิปรายผล

จากการศึกษา เรื่องเกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส ทำให้รู้ถึง ลักษณะการปลูกพืชผักต่าง ๆ มีดังนี้

๑. ทำให้รู้ถึงลักษณะการปลูก ผักกาด

๒.ทำให้รู้ถึงลักษณะการปลูก ผักหอม

๓.ทำให้รู้ถึงลักษณะการปลูก ผักซี

๔.ทำให้รู้ถึงลักษณะการปลูก ผักคะน้า

๕.ทำให้รู้ถึงลักษณะการปลูก พริก

๖.ทำให้รู้ถึงลักษณะการปลูก กะหล่ำปลี

๗.ทำให้รู้ถึงลักษณะการปลูก ผักกวางตุ้ง

๘.ทำให้รู้ถึงลักษณะการปลูก ผักกาดขาว

๙.ทำให้รู้ถึงลักษณะการปลูก ผักบุ้ง



ประโยชน์ที่ได้รับ
๑. รู้และเข้าใจ เรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส

๒. ได้ออกเผยแพร่ให้ความรู้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ และชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียง

๓. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการจัดทำโครงงานนำไปปฏิบัติจริงที่บ้าน และที่โรงเรียน

๔. ได้รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ

๕. ได้ปฏิบัติตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ข้อเสนอแนะ
๑. ในโอกาสต่อไปอยากออกเผยแพร่ทั่ว ตำบลโนนภิบาล

๒. อยากทำแผ่นพับออกเผยแพร่ให้ได้มากที่สุด

๓. อยากนำความรู้ที่ได้มาทำเป็นกิจการขนาดใหญ่ และนำผักปลอดสารพิษออกขายในท้องตลาด

เกษตรทฤษฎีใหม่

ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกร เป็นปัญหาสำคัญยิ่งในปัจจุบัน และการประกอบอาชีพทางการเกษตรโดยเฉพาะในเขตที่ใช้น้ำฝนทำนาเป็นหลัก เกษตรกรจะมีความเสี่ยงสูง เป็นเหตุให้ผลผลิตข้าวอยู่ในระดับต่ำ ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ด้วยพระอัจฉริยะในการแก้ปัญหา จึงได้พระราชทาน "ทฤษฎีใหม่" ให้ดำเนินการในพื้นที่ทำกินที่มีขนาดเล็ก ประมาณ ๑๕ ไร่ ด้วยวิธีการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาอย่างเหมาะสม ด้วยการจัดสรรการใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยให้มีการจัดสร้างแหล่งน้ำในที่ดินสำหรับการทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ให้มีรายได้ใว้ใช้จ่ายและมีอาหารใว้บริโภคตลอดปี (กรมวิชาการ, ๒๕๓๙: ๗๗) ซึ่งได้ดำเนินการอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เพื่อการผลิตทางเกษตรกรรมที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสว่า "…ถึงบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน…" (สำนักพระราชวัง, ๒๕๔๒: ๓๑)






“ทฤษฎีใหม่” นี้ที่จริงพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทำมานานแล้ว โดยให้เกษตรทำการปลูกพืชหมุนเวียน และ หรือปลูกพืชไว้ให้หลายหลากชนิด บนพื้นที่เดียวกันอย่างที่เรียกว่า ไร่นาผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม เพื่อเฉลี่ยความเสี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหายเมื่อตลาดหรือสภาพแวดล้อมเกิดความแปรปรวน หรือวิกฤติ เรื่องนี้พระองค์ได้ทรงนำมาเน้นย้ำอีก เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ที่เข้าเผ้าพระพรชัยมงคลในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย สวนจิตรลดา สาระเกี่ยวกับเรื่อง “ทฤษฎีใหม่” มีเนื้อความดังต่อไปนี้
“ทฤษฎีใหม่นี้มิได้เป็นการแจกจ่ายที่ดิน เป็นที่ดินของประชาชนเอง เรื่องนี้เริ่มต้นที่จังหวัดสระบุรี ที่ต้องพูดเพราะว่าแม้ได้พูดเรื่องที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้มาแล้ว แต่ว่าไม่ได้พูดอย่างชัดแจ้ง เรื่องนี้เริ่มที่สระบุรีเมื่อหลายปีแล้ว ก่อนหน้านั้นได้มีจินตนาการความคิดฝันไม่ได้ไปดูตำราไม่ได้ค้นตำรา แต่ค้นในความคิดฝันในจินตนาการ เรานึกถึงว่าจะต้องมีแห่งหนึ่งที่จะเข้ากับเรื่องของเรา
เรื่องของเราเกี่ยวข้องกับบุคคลหนึ่งที่มีบรรพบุรุษมาจากอินเดีย ผ่านลังกาแล้วมายังเมืองไทยบรรพบุรุษเขาไปพระพุทธบาทสระบุรี พระเจ้าอยู่หัวในครั้งก่อนโน้น โปรดเสด็จไปสระบุรีกับเสนามาตย์เพื่อนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ใกล้อำเภอเมือง มีวัดแห่งหนึ่งชื่อว่า “วัดมงคล” เขาชอบเพราะคำว่า “มงคล” นั้นมันดี มันเป็นมงคล มันก้าวหน้า เขาผ่านมาและได้ไปดูวัดแห่งนั้นและได้บริจาคเงินให้กับวัดสำหรับสร้างอุโบสถ ปู่ของพระเอกก็ยังได้ให้เงินส่วนหนึ่งสำหรับสร้างฝายเพราะที่ตรงนั้นไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับทำนา นี่ก็ประมาณ 90 ปีมาแล้ว ลงท้ายเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องในจินตนาการก็เป็นจริง
ได้ดูแผนที่สระบุรีทุกอำเภอ หาๆ ไปลงท้ายได้เจอวัดชื่อมงคลอยู่ห่างจากอำเภอเมือง ประมาณ 10 กิโลเมตร แล้วก็เหมาะในการพัฒนา จึงไปซื้อที่ ซื้อด้วยเงินส่วนตัว และเพื่อนฝูงได้ร่วมบริจาคเงินจำนวนหนึ่ง ได้ซื้อ 15 ไร่ ที่ใกล้วัดมงคล หมู่บ้านวัดใหม่มงคล ได้ส่งคนไปพบชาวบ้าน เขาก็ไม่ทราบว่ามาจากไหน ไปพบชาวบ้านสืบถามว่าที่นี่มีที่จะขายไหม เขาก็เชิญขึ้นไปบนบ้าน แล้วเขาก็บอกว่าตรงนี้มี 15 ไร่ที่เขาจะขาย ในที่สุดก็ซื้อก่อนตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาก็เป็นเวลาประมาณ 7 ปี ไปซื้อที่ตรงนั้นคนพวกนั้นก็งงกัน เขาเล่าให้ฟังว่ามีคนเขาฝันว่าพระเจ้าอยู่หัวมาแล้วก็มาช่วยเขา เขาก็ไม่ทราบว่าคนที่มานี่เป็นใคร แต่สักครู่หนึ่งเขามองไปที่ปฏิทินเขามองดู เอ๊ะ คนนี้ คนที่อยู่ข้างหลังพระเจ้าอยู่หัวนั่น เอ๊ะ คนนี้ก็อยู่ข้างหลังพระเจ้าอยู่หัวในรูปใกล้ๆ เขาก็เลยนึกว่า เอ๊ะ พวกนี้มาจากพระเจ้าอยู่หัว เขาก็เลยบอกว่าขายที่นั่น ก็เลยซื้อที่ 15 ไร่ และไปทำศูนย์บริการ
ทางราชการโดยกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ทางนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้ช่วยกันทำโครงการนี้ โครงการนี้ใช้เงินของมูลนิธิชัยพัฒนาส่วนหนึ่ง ใช้เงินของราชการส่วนหนึ่ง โดยวิธีขุดบ่อน้ำเพื่อใช้น้ำนั้นมาทำการเพราะปลูกตาม “ทฤษฎีใหม่” ซึ่ง “ทฤษฎีใหม่” นี้ยังไม่เกิดขึ้น พอดีขุดบ่อน้ำนั้น ต่อมาก็ซื้อที่อีก 30 ไร่ ก็กลายเป็นศูนย์พัฒนาหลักมีว่าแบ่งที่ดินเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่สำหรับปลูกข้าว อีกส่วนหนึ่งสำหรับปลูกพืชไร่ พืชสวนและก็มีทั้งสำหรับขุดสระน้ำ ดำเนินการไปแล้ว ทำอย่างธรรมชาติอย่างชาวบ้าน ในที่สุดก็ได้ข้าวและได้ผัก ขายข้าวและผักนี่มีกำไร 2 หมื่นบาท
2 หมื่นบาทต่อปี หมายความว่าโครงการนี้ใช้การได้ เมื่อใช้งานได้ก็ขยายโครงการ “ทฤษฎีใหม่” นี้ โดยให้ทำที่อื่น นอกจากมีสระน้ำในที่นี้แล้วจะต้องมีอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่กว่าอีกแห่งเพื่อเสริมสระน้ำ ในการนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากบริษัทเอกชนซื้อที่ด้วยราคาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ไปเวนคืนและสร้างอ่างเก็บน้ำ
ฉะนั้น ในบริเวณนั้นจะเกิดเป็นบริเวณที่พัฒนาแบบใหม่ ถึงเรียกว่า “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งเข้าใจว่าจะดำเนินการไปได้ในที่นี้แต่ที่อื่นยังไม่ทราบว่าจะทำได้หรือไม่ ที่นายกฯ บอกว่าจะขยายทฤษฎีนี้ไปทั่วประเทศก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะว่าต้องมีปัจจัยสำคัญคือปัจจัยน้ำ แล้วก็ต้องสามารถที่จะให้ประชาชนเข้าใจและยินยอม ถ้าเขาไม่ยินยอมก็ทำไม่ได้ถึงมาทำที่กาฬสินธุ์ที่เคยเล่าให้ฟังในชุมชนอย่างนี้แล้วว่าทำที่อำเภอเขาวง (โครงการพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านแดนสามัคคี บ้านกุดตอนแก่น บ้านคุ้มเก่า อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์) ที่ไปปีนั้น เล่าเรื่องที่เดินทางไป “ทางดิสโก้” เป็นทางทุลักทุเลมาก ที่ “ทางดิสโก้” ขอแจ้งให้ทราบว่าปีแรกทำนา 12 ไร่ ได้ข้าวตามที่กะเอาไว้ พอสำหรับผู้ที่อยู่ตรงนั้นพอกินได้ในตลอดปี จึงทำให้ประชาชนในละแวกนั้นมีความเลื่อมใสและยินดียินยอมให้ทำแบบนี้ในที่ของเขาอีก 10 แปลง หลังจากที่ทำอีก 10 แปลงก็ได้ผล ปีนี้เขาขออีกร้อยแปลง
การขุดสระนั้นก็ต้องสิ้นเปลือง ชาวบ้านไม่สามารถที่จะออกค่าใช้จ่ายสำหรับการขุดก็ต้องออกให้เขา มูลนิธิชัยพัฒนาและทางรายการก็ได้ช่วยกันทำ โดยที่ชาวบ้านไม่ต้องสิ้นเปลืองมากมายฉะนั้น “ทฤษฎีใหม่” นี่จะขยายต่อไป อาจจะทั่วประเทศ แต่ต้องช้าๆ เพราะว่าจะต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ว่าจะค่อยๆ ทำและเมื่อทำแล้วก็นึกว่าเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนมีกินแบบตามอัตภาพ คือไม่รวยมาก แต่ก็พอกิน ไม่อดอยาก ฉะนั้น ก็นึกว่า “ทฤษฎีใหม่” นี้คงมีประโยชน์ได้ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง

จากคำบรรยายของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล คงให้ความหมายของ “ทฤษฎีใหม่” ได้ว่าทฤษฎีใหม่ หมายถึงหลักการที่เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินอยู่ประมาณ 15 ไร่ ให้มีน้ำในการเกษตรและการเป็นอยู่อย่างพอเพียง เพื่อความพออยู่พอกิน ไม่อดอยาก มีปัจจัยสี่บำรุงชีวิตอย่างพอเพียงไม่ขาดแคลน และมีชีวิตที่เป็นสุขพอสมควรแก่อัตภาพ
พระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาคือที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการดำเนินการทฤษฎีใหม่ ได้พระราชทานขั้นตอนดำเนินงาน ดังนี้

ขั้นที่ ๑ ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น สถานะพื้นฐานของเกษตรกร คือ มีพื้นที่น้อย ค่อนข้างยากจน อยู่ในเขตเกษตรน้ำฝนเป็นหลัก โดยในขั้นที่ ๑ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพของการผลิต เสถียรภาพด้านอาหารประจำวัน ความมั่นคงของรายได้ ความมั่นคงของชีวิต และความมั่นคงของชุมชนชนบท เป็นเศรษฐกิจพึ่งตนเองมากขึ้น มีการจัดสรรพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ให้แบ่งพื้นที่ ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง พื้นที่ส่วนที่หนึ่งประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝนและ ใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชน้ำต่าง ๆ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯ ได้ด้วย) พื้นที่ส่วนที่สองประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่สามประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย และพื้นที่ส่วนที่สี่ประมาณ ๑๐% ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่น ๆ (ถนน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น)
ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นที่หนึ่งในที่ดินของตนเป็นระยะเวลาพอสมควรจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะพัฒนาตนเองจากขั้น "พออยู่พอกิน" ไปสู่ขั้น "พอมีอันจะกิน" เพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำเนินการตามขั้นที่สองและขั้นที่สามต่อไปตามลำดับ (มูลนิธิชัยพัฒนา, ๒๕๔๒)





ขั้นที่ ๒ ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกันดำเนินการในด้าน
(๑) การผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตโดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การหาน้ำ และอื่น ๆ เพื่อการเพาะปลูก
(๒) การตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่าง ๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
(๓) ความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่าง ๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
(๔) สวัสดิการ แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิการและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้ให้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ
(๕) การศึกษา มีโรงเรียนและชุมชนมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง
(๖) สังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว





กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ

ขั้นที่ ๓ ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ฐานะมั่นคงขึ้น เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทำธุระกิจ การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ
เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)
เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ ซื้อในราคาขายส่ง)
ธนาคารกับบริษัทจะสามารถกระจายบุคลากร (เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น)
ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปทำการทดลองขยายผล ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการจัดทำแปลงสาธิต จำนวน ๒๕ แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพภาค กระทรวงกลาโหม และกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการดำเนินงานให้มีการนำเอาทฤษฎีใหม่นี้ไปใช้อย่างกว้างขวางขึ้น

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง


“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ



ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ประมวลและกลั่นกรองจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระราชทานในวโรกาสต่าง ๆ รวมทั้งพระราชดำรัสอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาขนโดยทั่วไป



" เศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า Sufficiency Economy
… คำว่า Sufficiency Economy นี้ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ.
จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่
… Sufficiency Economy นั้น ไม่มีในตำรา
เพราะหมายความว่าเรามีความคิดใหม่ …
และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่า
เราก็สามารถที่จะไปปรับปรุง หรือไปใช้หลักการ
เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกพัฒนาดีขึ้น. "

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 23 ธันวาคม 2542




Sufficiency Economy

“Sufficiency Economy” is a philosophy bestowed by His Majesty the King to his subjects through royal remarks on many occasions over the past three decades. The philosophy provides guidance on appropriate conduct covering numerous aspects of life. After the economic crisis in 1997, His Majesty reiterated and expanded on the “Sufficiency Economy” in remarks made in December 1997 and 1998. The philosophy points the way for recovery that will lead to a more resilient and sustainable economy, better able to meet the challenges arising from globalization and other changes.



Philosophy of the “Sufficiency Economy”

“Sufficiency Economy” is a philosophy that stresses the middle path as an overriding principle for appropriate conduct by the populace at all levels. This applies to conduct starting from the level of the families, communities, as well as the level of nation in development and administration so as to modernize in line with the forces of globalization. “Sufficiency” means moderation, reasonableness, and the need of self-immunity for sufficient protection from impact arising from internal and external changes. To achieve this, an application of knowledge with due consideration and prudence is essential. In particular great care is needed in the utilization of theories and methodologies for planning and implementation in every step. At the same time, it is essential to strengthen the moral fibre of the nation, so that everyone, particularly public officials, academics, businessmen at all bevels, adheres first and foremost to the principles of honesty and integrity. In addition, a way of life based on patience, perseverance, diligence, wisdom and prudence is indispensable to create balance and be able to cope appropriately with critical challenges arising from extensive and rapid socioeconomic, environmental, and cultural changes in the world.”

Unofficial translation. A working definition compiled from remarks made by His Majesty the King on various occasions and approved by His Majesty and sent by His Majesty's principal Private Secretary to the NESDB on November 29,1999



" อันนี้เคยบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า
ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว
จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป
แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร
บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้
แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก "

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เฉลย o-net การงาน

ตรวจคำตอบ...ครั้งที่ 2

คุณได้คะแนน 0 / 40

คุณได้ระดับคะแนน F แย่จังทำไม่ได้เลย !

คำถามที่ 1 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 2 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 3 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 4 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 5 - ผิด -ตอบข้อ 2

คำถามที่ 6 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 7 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 8 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 9 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 10 - ผิด -ตอบข้อ 2

คำถามที่ 11 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 12 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 13 - ผิด ตอบข้อ 1

คำถามที่ 14 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 15 - ผิด -ตอบข้อ 2

คำถามที่ 16 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 17 - ผิด -ตอบข้อ2

คำถามที่ 18 - ผิด -ตอบข้อ 1

คำถามที่ 19 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 20 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 21 - ผิด -ตอบข้อ 2

คำถามที่ 22 - ผิด -ตอบข้อ 1

คำถามที่ 23 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 24 - ผิด -ตอบข้อ 1

คำถามที่ 25 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 26 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 27 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 28 - ผิด -ตอบข้อ 1

คำถามที่ 29 - ผิด ตอบข้อ 4

คำถามที่ 30 - ผิด -ตอบข้อ 1

คำถามที่ 31 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 32 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 33 - ผิด -ตอบข้อ 1

คำถามที่ 34 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 35 - ผิด -ตอบข้อ 2

คำถามที่ 36 - ผิด -ตอบข้อ 3

คำถามที่ 37 - ผิด -ตอบข้อ 4

คำถามที่ 38 - ผิด ตอบข้อ 4

คำถามที่ 39 - ผิด -ตอบข้อ 1

คำถามที่ 40 - ผิด ตอบข้อ 2

o-net การงาน

ข้อที่ 1)
การเลือกซื้อเสื้อผ้าต้องใช้หลักการข้อใด
ทันสมัย
ทนทาน
ตราสินค้ามีชื่อเสียง
วัตถุประสงค์ในการใช้งาน


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 2)
การตัดเย็บเสื้อผ้าให้ประหยัดพลังงานมีวิธีการอย่างไร
ถอดปลั๊กเตารีดและเสียบปลั๊กใหม่ทุกครั้ง
ทำงานในบริเวณที่ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ
เก็บกวาดทำความสะอาดให้เรียบร้อยหลังการตัดเย็บ
วางแผนขั้นตอนการทำงานและจัดเตรียมเครื่องมือให้พร้อม


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 3)
เพราะเหตุใดจึงต้องรับประทานอาหารมื้อเย็นน้อยกว่ามื้อเช้าและมื้อกลางวัน
เพราะกระเพาะอาหารต้องทำงานหนักในเวลานอน
เพราะจะทำให้นอนหลับไม่สนิทเนื่องจากอาหารไม่ย่อย
เพราะร่างกายต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่ในเวลากลางคืน
เพราะอาหารมื้อเย็นเป็นส่วนเกินที่ไปสะสมเปลี่ยนเป็นไขมันในร่างกาย


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 4)
ผลไม้ชนิดใด เมื่อนำมาอบแห้งแล้วทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากกว่าชนิดอื่น
แอปเปิ้ลอบแห้ง เพราะมีผู้นิยมบริโภค
อินทผลัมอบแห้ง เพราะเป็นของแปลก
ลำไยอบแห้ง เพราะเป็นผลไม้ในประเทศ
สตรอเบอร์รี่อบแห้ง เพราะขายได้ราคาแพง


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 5)
พฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวข้อใดที่ทำให้เกิดปัญหาในครอบครัว
ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
หมกมุ่นอบายมุข
กระเหม็ดกระแหม่
มีความระแวงต่อกัน


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 6)
ในกรณีที่ครอบครัวมีผู้สูงอายุ ต้องใช้หลักการข้อใดดูแลท่าน
ตามใจท่าน เพราะท่านคือผู้มีพระคุณ
พาท่านไปปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้ความสงบ
พาท่านไปอยู่บ้านพักคนชราจะได้มีเพื่อนวัยเดียวกัน
ให้ท่านช่วยทำงานบ้านเพื่อจะได้ไม่เหงาและรู้สึกมีคุณค่า


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 7)
การเลือกซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย ต้องใช้หลักการข้อใด
รูปแบบสวยงามทันสมัย
ราคาพอเหมาะกับรายได้
วัสดุความแข็งแรงทนทาน
การใช้งานตรงตามความการ


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 8)
แสงแดดตอนกลางวันทำให้บ้านร้อนระอุ ต้องแก้ปัญหาอย่างไร
ติดม่านบังแดด
ทำกันสาดบังแดด
ติดวัสดุกันความร้อน
ปลูกต้นไม้เพื่อบังแดด


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 9)
ไส้เดือนดินมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชหรือไม่ เพราะอะไร
ไม่มี เพราะนำเชื้อโรคมาสู่พืช
ไม่มี เพราะทำให้ดินเป็นกรด
มี เพราะทำให้เกิดการถ่ายเทอากาศในดิน
มี เพราะทำให้รากพืชเจริญเติบโต


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 10)
สุดาทำฟาร์มสุกรโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ข้อใดคือของเสียและผลพลอยได้จากสุกร ที่สุดาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
กระดูกสุกรและปุ๋ยอินทรีย์
มูลสุกรสดและอาหารเลี้ยงปลา
สุกรพ่อพันธุ์และสุกรแม่พันธุ์
ลูกสุกรและหมูหัน


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 11)
ข้อใดเป็นแนวคิดการผลิตสัตว์เศรษฐกิจเชิงระบบ
การเลี้ยงสัตว์ถูกต้องตามหลักการและใช้ความทันสมัยในการผลิตมากที่สุด
การเลี้ยงสัตว์ให้ได้จำนวนมากที่สุดและถูกต้องตามหลักวิชาการ
การเลี้ยงสัตว์ถูกต้องตามหลักวิชาการและนำของเสียและเศษเหลือจากสัตว์มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
การเลี้ยงสัตว์ที่ใช้ความทันสมัยในการผลิตและผลิตสัตว์ให้ได้จำนวนมากที่สุด


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 12)
ข้อใดจัดเป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่นำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช
สมดุลชีวภาพ
กระบวนการเพาะพันธุ์
พันธุวิศวกรรม
เทคโนโลยีโมเลกุลเครื่องหมาย


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 13)
ข้อใดเป็นขั้นตอนการเตรียมอาหารเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ถูกต้อง
ช่วงแรกใช้อาหารเหลว ช่วงหลังใช้อาหารวุ้นสภาพกึ่งแข็ง
ช่วงแรกใช้อาหารเหลว ช่วงหลังใช้อาหารวุ้นสภาพกึ่งเหลว
ช่วงแรกใช้อาหารวุ้นสภาพกึ่งเหลว ช่วงหลังใช้อาหารวุ้นสภาพกึ่งแข็ง
ช่วงแรกใช้อาหารวุ้นสภาพกึ่งแข็ง ช่วงหลังใช้อาหารเหลว


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 14)
ตามทางแยกถนน ใช้หลอดชนิดใดที่ทำให้ตาของมนุษย์มองเห็นได้ชัดเจนกว่า
หลอดอินแคนเดสเซนต์
หลอดปรอทความดันสูง
หลอดโซเดียมความดันสูง
หลอดฮาโลเจน


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 15)
การต่อสายดิน สำหรับตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องทำน้ำอุ่น ต้องต่อเข้ากับแท่งหรือแผ่นโลหะชนิดใด
ทองเหลือง
ทองแดง
อะลูมิเนียม
สแตนเลส


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 16)
เพื่อป้องกันไม่ให้น๊อตคลายจากสกรู เมื่อได้รับการสั่นสะเทือน นักเรียนจะต้องทำอย่างไร
เชื่อมหรือบัดกรีน๊อตที่ปลายสกรู
งอปลายสกรู
ใส่แหวนสปริงรองน๊อต
ใส่แหวนสปิงรองสกรู


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 17)
ในการตัดเหล็กเส้นกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว จะต้องตัดด้วยวิธีใดถึงจทำให้เสียเนื้อเหล็กน้อยที่สุด
ใช้กรรไกรตัดเหล็ก
ใช้เลื่อยมือตัดเหล็ก
ใช้เครื่องเชื่อมไฟฟ้าตัดเหล็ก
ใช้แก็สตัดเหล็ก


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 18)
เครื่องมือใช้วัดแก๊สไอเสียรถยนต์ในปัจจุบันนี้กฏหมายให้ตรวจวัดแก๊สอะไร
แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ( CO )
แก๊สออกไซด์ของไนโตรเจน ( NOx )
แก๊สไฮโดรคาร์บอน ( HC )
แก๊สสารตะกั่ว ( Pb )


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 19)
เมื่อนำแบตเตอรี่ที่มีขนาดความจุและแรงดันไฟฟ้าเท่ากัน 2 ลูก มาต่อพ่วงแบบอนุกรมกันจะมีผลเช่นใด
ความจุเท่าเดิม แรงดันไฟฟ้าเพิ่มเป็น 2 เท่า
แรงดันไฟฟ้าเท่าเดิม ความจุเพิ่มเป็น 2 เท่า
แรงดันไฟฟ้าเพิ่มเป็น 2 เท่า
ความจุเพิ่มเป็น 2 เท่า


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 20)
วัสดุ 3 ชนิด คือ ข้าวสาร เมล็ดถั่วเขียว และเมล็ดงาขาว นำมาทำรูปภาพประดับตกแต่งบ้านได้ตรงกับข้อใด
ภาพครอบครัวไว้เป็นที่ระลึก
ภาพพระพุทธรูปเพื่อไว้เคารพบูชา
ภาพท้องทะเลกว้างสุดสายตาเพื่อให้รู้สึกโปร่งเบาสบาย
ภาพทิวทัศน์ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะเพื่อให้ห้องเรียนรู้สึกเย็น


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 21)
ดอกมะลิ นำมาเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ เพราะคุณสมบัติข้อใด
มะลิหมายถึงความรักที่ลูกมอบให้แม่
สีขาวของดอกมะลิ แสดงถึงคุณธรรมของแม่
รูปทรงดอกมะลิเป็นทรงกลม จึงประดิษฐ์ได้ง่าย
กลิ่นหอมของดอกมะลิแสดงถึงความสะอาดของแม่


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 22)
วัสดุชนิดใดเหมาะสำหรับนำมาสานเป็นปลาตะเพียน
ใบลาน เพราะมีความคงทนไม่เหี่ยว
พลาสติก เพราะลดการใช้วัสดุธรรมชาติ
ใบมะพร้าว เพราะเป็นวัสดุที่หาได้ทั่วไป
กระดาษ เพราะสามารถระบายสีได้สวยงาม


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 23)
บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุอาหารให้บริการบนสายการบินไทย มีลวดลายใดที่บ่งบอกความเป็นไทย
ครุฑ
หงส์
กินรี
นกยูง


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 24)
ข้อใดถูกต้องที่สุด สำหรับบรรจุภัณฑ์ผ้าไหมไทยเพื่อการส่งออก
เป็นรูปลายไทย เพื่อบ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นไทย
เป็นรูปดอกกล้วยไม้ไทย เพื่อบ่งบอกสีสันของผ้าไหมไทย
เป็นรูปหญิงสาวไทย เพื่อบ่งบอกความนุ่มนวลของผ้าไหมไทย
เป็นรูปเรือนไทย เพื่อบ่งบอกความสบายในการสวมใส่ผ้าไหมไทย


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 25)
ธนาคารที่มีสาขาทั่วประเทศ ต้องจัดเอกสารแบบใด
ตามตัวเลข
ตามตัวอักษร
ตามภูมิศาสตร์
ตามสาขาวิชา


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 26)
รัฐบาลส่งเสริมสนับสนุนสินค้า OTOP เพราะอะไร
เกิดการแข่งขันกันเพื่อการส่งออก
ทำให้คนไทยเกิดสำนึกรักบ้านเกิด
สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน
เป็นการเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยให้ภาคภูมิใจความเป็นไทยได้อย่างดีเยี่ยม


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 27)
การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ( Electronics Commerce ) หมายถึงข้อใด
การส่งโทรเลข สั่งซื้อสินค้า
การส่งแฟกส์ติดต่อการค้า
การใช้บัตรเครดิตชำระเงินค่าสินค้า
การค้าขายที่กระทำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 28)
การสื่อสารโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์จากผู้ขายไปสู่ลูกค้าเป็นธุรกรรมข้อใด
E-Mail
E-Banking
E-Exhibition
E-Advertising


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 29)
ข้อใดคือการสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
E-News
E-Payment
E-Learning
E-Sourcing


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 30)
เอเย่นต์ขายรถยนต์ คือใคร
ตัวแทน
พ่อค้าส่ง
นายหน้า
พ่อค้าปลีก


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 31)
นักเรียนจะปรับปรุงร้านขายของชำอย่างไร จึงจะสู้ Supermarket ได้
ขายราคาถูก มีสถานที่จอดรถสะดวก
มีสินค้าให้เลือกมากมาย ร้านสะอาด
มีสถานที่จอดรถสะดวก ราคายุติธรรม
ราคายุติธรรม จัดสินค้าสะดวกต่อการหยิบซื้อได้เอง


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 32)
ข้อใดเป็นการนำระบบสารสนเทศและการสื่อสารข้อมูลมาใช้ในงานอย่างเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน
ใช้ในงานฟาร์มเลี้ยงปลาในกระซัง
ใช้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนบุคคล
ใช้ในการปลูกผักในแปลงเกษตรดั้งเดิม
ใช้ในการควบคุมการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนรถยนต์ของโรงงาน


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 33)
"การเตรียมวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ โดยปอกเปลือกท่อนไม้ด้วยเครื่องปอกเปลือก ล้างท่อนไม้และส่งเข้าสู่เครื่องสับให้มีขนาดเล็ก แล้วคัดขนาดก่อนเข้าสู่การแยกเส้นใย"สิ่งใดที่จัดเป็นตัวป้อน ( input ) ในระบบเทคโนโลยี
ท่อนไม้
เครื่องปอกเปลือก
เครื่องสับไม้
น้ำที่ใช้ล้าง


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 34)
การใช้งานคอมพิวเตอร์ต้องกำหนดรหัสแทนข้อมูล เช่น รหัสแอสกี ( ASCII) เนื่องจากเหตุผลหลักข้อใด
เพื่อสามารถเข้าใจชุดคำสั่ง
เพื่อความรวดเร็วในการใช้งาน
เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องประมวลชุดคำสั่งที่เขียนโดยภาษาโปรแกรม
เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์เป็นไปในแนวเดียวกัน


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 35)
"บริษัทผลิตผลไม้แปรรูปแห่งหนึ่งได้ศึษาวัฒนธรรมการกินของคนจีนเพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาลำไยแปรรูปที่จะส่งไปขายยังประเทศจีน" การศึกษาวัฒนธรรมการกินของคนจีนเป็นขั้นตอนใดในกระบวนการเทคโนโลยี
กำหนดปัญหา
รวบรวมข้อมูล
เลือกวิธีการ
ปรับปรุงแก้ไข


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 36)
ข้อใดเป็นการเรียงลำดับวิวัฒนาการของวงจรคอมพิวเตอร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
หลอดสุญญกาศ วงจรไอซี ทรานซิสเตอร์ วงจรรวมความจุสูง
ทรานซิสเตอร์ หลอดสุญญากาศ วงจรไอซี วงจรรวมความจุสูง
หลอดสุญญากาศ ทรานซิสเตอร์ วงจรไอซี วงจรรวมความจุสูง
ทรานซิสเตอร์ วงจรไอซี หลอดสูญญากาศ วงจรรวมความจุสูง


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 37)
ทำไมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จึงใช้ระบบเลขฐานสอง
เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใช้ภาษาเครื่อง
เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจภาษามนุษย์
เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานแบบแอนะล็อก
เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานแบบดิจิทัลโดยใช้แรงดันไฟฟ้าแสดงสถานะเพียงสองสถานะ


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 38)
กระบวนงานในข้อใดเกิดขึ้นเป็นสิ่งแรกเมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
เช็คสถานะของอาร์ดแวร์
โหลดระบบปฏิบัติการเข้าสู่หน่วยความจำหลัก
หน่วยประมวลผลกลางประมวลชุดคำสั่งในหน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ ( RAM )
หน่วยประมวลผลกลางประมวลชุดคำสั่งในหน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว( ROM )


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 39)
สื่อกลางที่ใช้มากในการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่ายแลนคือข้อใด
สายคู่บิดเกลี่ยว
สายโคแอกเชียล
สายเส้นใยนำแสง
สายโทรศัพท์


--------------------------------------------------------------------------------

ข้อที่ 40)
ความละเอียดของจอภาพสามารถบอกได้ด้วยปัจจัยในข้อใด
CRT
Dot Pitch
Refresh Rate
Color Quality

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ขั้นตอนการออกเเบบเทคโนโลยี

เทคโนโลยีกับการออกแบบ ในคลังความรู้
เทคโนโลยี ออกแบบ ประโยชน์ ผลกระทบ กระบวนการ ความสำคัญ ออกแบบ สร้าง พัฒนา ของใช้
วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี


Log in | วันอังคารที่ 21 ธ.ค. 2553 หน้าหลัก > คลังความรู้ > วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี


เทคโนโลยีกับการออกแบบ
วันที่โพส 12 ต.ค. 2552 โพสโดย ทีมงานทรูปลูกปัญญา


ข้อความสำคัญ : เทคโนโลยี ออกแบบ ประโยชน์ ผลกระทบ กระบวนการ ความสำคัญ ออกแบบ สร้าง พัฒนา ของใช้
Share

เทคโนโลยีกับการออกแบบ
เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร วัสดุต่าง ๆ หรือกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการเทคโนโลยี เป็นต้น

1. ประโยชน์และผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี
เราสามารถนำเครื่องใช้ที่ได้จากเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้ค่ะ
1. ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น
- ใช้รถบรรทุกดินมาถมที่ เพื่อสร้างอาคารบ้านเรือน หรือที่อยู่อาศัย
- ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มให้ได้ครั้งละมาก ๆ โดยใช้เวลาน้อยลง
- ใช้เทคโนโลยีในการผลิตอาหารให้ได้ครั้งละมาก ๆ และเก็บไว้ได้นาน ๆ
- นำเทคโนโลยีและกระบวนการทางเทคโนโลยีมาใช้ในการรักษาโรคให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
2. ทำให้มีความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน เช่น
- ขับรถยนต์ไปทำงานหรือไปที่ต่าง ๆ
- ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น
- ใช้คอมพิวเตอร์ในการค้นหาข้อมูลเรื่องที่ต้องการทราบ
- ใช้เครื่องซักผ้าแทนการซักผ้าด้วยมือ
- ใช้เครื่องดูดฝุ่นแทนการกวาดพื้นด้วยไม้กวาด

ตัวอย่าง ผลกระทบการใช้เทคโนโลยี
การใช้เทคโนโลยีจะช่วยให้การดำรงชีวิตของคนเราสะดวกสบายมากขึ้น แต่เราก็ควรใช้เทคโนโลยีให้ถูกต้องและเหมาะสมด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเดือนร้อนนะคะ

การใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้อง
- เปิดวิทยุเสียงดังพอประมาณ ทำให้ได้รับความเพลิดเพลิน
- ขับรถด้วยความระมัดระวัง ทำให้ชีวิตาปลอดภัย

การใช้เทคโนโลยีที่ไม่ถูกต้อง
- เปิดวิทยุเสียงดังมากรบกวนผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเกิดความรำคาญ
- ขับรถประมาท ทำให้เกิดอุบัติเหตุ อาจสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้

2. กระบวนการเทคโนโลยี
การนำกระบวนการของเทคโนโลยีมาใช้ในการออกแบบ สร้าง และพัฒนาของใช้ มีดังนี้
กระบวนการเทคโนโลยี
1. ค้นหาปัญหาหรือสาเหตุ
2. คิดหาวิธีแก้ปัญหาและเลือกวิธีที่ดีที่สุด
3. ออกแบบและปฏิบัติตามแนวทางที่คิดไว้
4. นำไปใช้และปรับปรุงแก้ไข

3. ความสำคัญและประโยชน์ของกระบวนการเทคโนโลยี
กระบวนการเทคโนโลยีมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อการทำงาน ดังนี้
1) ช่วยให้ได้งานที่มีความสวยงาม ทั้งรูปร่าง รูปทรง โดยอาศัยวิธีการออกแบบในลักษณะต่าง ๆ
2) ช่วยให้ได้สิ่งประดิษฐ์ที่เกิดประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ได้จริง เพราะว่ามีการออกแบบและปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น
3) ทำให้เกิดการหมุนเวียนของทรัพยากร โดยนำทรัพยากรที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่
4) ช่วยให้ทำงาน และพัฒนางานประดิษฐ์อย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับและได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพ

4. การออกแบบ สร้าง และพัฒนาของใช้
เราสามารถนำกระบวนการเทคโนโลยีมาใช้ในการประดิษฐ์ของใช้ได้ เช่น
1. หาปัญหาหรือสาเหตุ ต้องการถุงใส่ของ เพราะกระเป๋านักเรียนไม่สามารถใส่ของที่ต้องการ
นำไปโรงเรียนได้หมด
2. คิดหาวิธีแก้ปัญหา o ซื้อถุงกระดาษมาใส่
และเลือกทางที่ดีที่สุด o ขอถุงพลาสติกจากแม่ค้า
þ ประดิษฐ์ถุงผ้าใส่ของ
3. ลงมือปฏิบัติตามแนวทาง ประดิษฐ์ถุงผ้าใส่ของ

ถุงผ้าใส่ของ
วัสดุ – อุปกรณ์
1. เสื้อยืดที่ไม่ใส่แล้ว 1 ตัว
2. สายผ้าสำหรับทำหูถุง
3. เข็ม ด้าย
4. กรรไกร
วิธีทำ
1. นำเสื้อมาตัดตรงส่วนแขนและคอออก แล้วกลับเอาด้านในออก
2. เย็บริมผ้าด้านที่ตัดออกให้เป็นก้นถุง พลิกผ้าเอาด้านนอกออกจะได้ตัวถุง นำสายผ้ามาเย็บเป็นส่วนหูของถุง จะได้ถุงผ้าสำหรับใส่ของที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ และยังมีลวดสายแปลกใหม่ สวยงาม นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

ลองนำสิ่งของมาใส่ถุง ถ้าพบข้อบกพร่องจะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น



ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ . การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.2 . พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์




ข้อสอบที่เกี่ยวข้อง
เรื่อง เทคโนโลยีกับการออกแบบ ป.2
โพส : 20 พ.ย. 2552
เข้าชม : 435 ครั้ง
ผู้สร้าง : ทีมงานทรูปลูกปัญญา

เรื่อง การออกแบบและเทคโนโลยี ป.2
โพส : 22 ม.ค. 2553
เข้าชม : 737 ครั้ง
ผู้สร้าง : Noo_Wow

ดูทั้งหมด

ชื่นชอบเนื้อหานี้ 1 2 3 4 5
แสดงความคิดเห็น

จากคุณ :
อีเมล์ : คลิ๊กเพื่อแสดงอีเมล์ต่อสาธารณะ
โค๊ด :


ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 ( ..... )

ก้อดีคร่ะ^^
วันจันทร์ที่ 25 ม.ค. 2553


ความคิดเห็นที่ 1 ( nat )

ดีมากเลยทีเดียวคะ
วันอาทิตย์ที่ 10 ม.ค. 2553


วิชา : การงานอาชีพและเทคโนโลยี
หมวด : การออกแบบและเทคโนโลยี
เข้าชม : 2,695 ครั้ง
คะแนนความชื่นชอบ : 18 คะแนน ระดับชั้น :
โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา
วันที่ 12 ตุลาคม 2552


URL
Embed

เนื้อหาอื่นๆ จาก : ทีมงานทรูปลูกปัญญา ภาษาฝรั่งเศส ตอน สำนวนการใช้คำกริยาที่ตามด้วย de (3) โพส : 17 ธ.ค. 2553เข้าชม : 125 ครั้ง
ภาษาฝรั่งเศส ตอน สำนวนการใช้คำกริยาที่ตามด้วย de (2) โพส : 17 ธ.ค. 2553เข้าชม : 46 ครั้ง
ภาษาฝรั่งเศส ตอน สำนวนการใช้คำกริยาที่ตามด้วย de (1) โพส : 17 ธ.ค. 2553เข้าชม : 58 ครั้ง
ภาษาฝรั่งเศส ตอน สำนวนการใช้คำกริยาที่ตามด้วยคำนาม โพส : 17 ธ.ค. 2553เข้าชม : 48 ครั้ง
ดูทั้งหมด
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีกับกีฬา ตอนที่ 1

โพส : 27 พ.ย. 2552
เข้าชม : 516 ครั้ง

โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา

เทคโนโลยีกับกีฬา ตอนที่ 2

โพส : 27 พ.ย. 2552
เข้าชม : 214 ครั้ง

โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา

เทคโนโลยีกับโลกสมือนจริง ตอนที่ 1

โพส : 27 พ.ย. 2552
เข้าชม : 275 ครั้ง

โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา

เทคโนโลยีกับโลกเสมือนจริง ตอนที่ 2

โพส : 27 พ.ย. 2552
เข้าชม : 122 ครั้ง

โพสโดย : ทีมงานทรูปลูกปัญญา

ดูทั้งหมด
แบ่งปันให้เพื่อน

อีเมล์เพื่อน (แยกแต่ละอีเมล์ด้วย semi-colon ;)

ส่ิิงโดย

ข้อความ

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หลักการออกเเบบผลิตภันฑ์

เอามาเขียนเล่นๆไว้เป็นเกร็ดความรู้ ^^
Pages
Home
Kanareia Miyon
View my profile
Previousการจัดองค์ประกอบแบบ golden mean - Composition
โต๊ะออกแบบ
composition
เลิกตามก้นฝรั่งกับฟรานเซสโก โมราเซ (Francesco Morace)
ว่าด้วย Monsoon Life Style และ Thailand Creative & Design Center
Recommendการจัดองค์ประกอบแบบ golden mean - Composition
composition
Generation (ต่อ)
Generation
หลักการออกแบบผลิตภัณฑ์
Favouritesvendetta's Blog
champcpe's Blog
bickboon's Blog
LinksTCDC
กรมส่งเสริมการส่งออก
Thailand Design
MTec
thaifactory
designboom
swu : vd111
kku : edtech
Principles of visaul art(e-book)
หลักการตลาด
Latest Commentsหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์
composition
โต๊ะออกแบบ
ว่าด้วย Monsoon Life Style และ Thailand Creative & Design Center
นักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
ArchivesNov 2010
Oct 2010
Sep 2010
Aug 2010
Jul 2010
more
CategoriesKnowledge
Material
News
Package-Design
Product-Design
หลักการออกแบบผลิตภัณฑ์
posted on 01 Apr 2007 13:32 by product in Product-Design 1 หน้าที่ใช้สอย

หน้าที่ใช้สอยถือเป็นหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกที่ต้องคำนึงผลิตภัณฑ์ทุกชนิดต้องมีหน้าที่ใช้สอยถูกต้องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกสบาย ผลิตภัณฑ์นั้นถือว่ามีประโยชน์ใช้สอยดี (HIGH FUNCTION) แต่ถ้าหากผลิตภัณฑ์ใดไม่สามารถสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์นั้นก็จะถือว่ามีประโยชน์ใช้สอยไม่ดีเท่าที่ควร (LOW FUNTION)

สำหรับคำว่าประโยชน์ใช้สอยดี (HIGH FUNCTION) นั้น ดลต์ รัตนทัศนีย์ ( 2528 : 1) ได้กล่าวไว้ว่า เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจขอให้ดูตัวอย่างการออกแบบมีดหั่นผักแม้ว่ามีดหั่นผักจะมีประสิทธิภาพในการหั่นผักให้ขาดได้ตามความต้องการ แต่จะกล่าวว่า มีดนั้นมีประโยชน์ใช้สอยดี (HIGH FUNCTION) ยังไม่ได้ จะต้องมีองค์ประกอบอย่างอื่นร่วมอีกเช่น ด้ามจับของมีดนั้นจะต้องมีความโค้งเว้าที่สัมพันธ์กับขนาดของมือผู้ใช้ ซึ่งจะเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดความสะดวกสบายในการหั่นผักด้วย และภายหลังจากการใช้งานแล้วยังสามารถทำความสะอาดได้ง่าย การเก็บและบำรุงรักษาจะต้องง่ายสะดวกด้วย ประโยชน์ใช้สอยของมีดจึงจะครบถ้วนและสมบูรณ์

เรื่องหน้าที่ใช้สอยนับว่าเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนซับซ้อนมาก ผลิตภัณฑ์บางอย่างมีประโยชน์ใช้สอยตามที่ผู้คนทั่วๆ ไปทราบเบื้องต้นว่า มีหน้าที่ใช้สอยแบบนี้ แต่ความละเอียดอ่อนที่นักออกแบบได้คิดออกมานั้นได้ตอบสนองความสะดวกสบายอย่างเต็มที่ เช่น มีดในครัวมีหน้าที่หลักคือใช้ความคมช่วยในการหั่น สับ แต่เราจะเห็นได้ว่ามีการออกแบบมีดที่ใช้ในครัวอยู่มากมายหลายแบบหลายชนิดตามความละเอียดในการใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะที่แตกต่างเช่น มีดสำหรับปอกผลไม้ มีดแล่เนื้อสัตว์ มีดสับกระดูก มีดบะช่อ มีดหั่นผัก เป็นต้น ซึ่งก็ได้มีการออกแบบลักษณะแตกต่างกันออกไปตามการใช้งาน ถ้าหากมีการใช้มีดอยู่ชนิดเดียวแล้วใช้กันทุกอย่างตั้งแต่แล่เนื้อ สับบะช่อ สับกระดูก หั่นผัก ก็อาจจะใช้ได้ แต่จะไม่ได้ความสะดวกเท่าที่ควร หรืออาจได้รับอุบัติเหตุขณะที่ใช้ได้ เพราะไม่ใช่ประโยชน์ใช้สอยที่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้เป็นการเฉพาะอย่าง

การออกแบบเก้าอี้ก็เหมือนกัน หน้าที่ใช้สอยเบื้องต้นของเก้าอี้ คือใช้สำหรับนั่ง แต่นั่งในกิจกรรมใดนั่งในห้องรับแขก ขนาดลักษณะรูปแบบเก้าอี้ก็เป็นความสะดวกในการนั่งรับแขก พูดคุยกัน นั่งรับประทานอาหาร ขนาดลักษณะเก้าอี้ก็เป็นความเหมาะสมกับโต๊ะอาหาร นั่งเขียนแบบบนโต๊ะเขียนแบบ เก้าอี้ก็จะมีขนาดลักษะณที่ใช้สำหรับการนั่งทำงานเขียนแบบ ถ้าจะเอาเก้าอี้รับแขกมาใช้นั่งเขียนแบบ ก็คงจะเกิดการเมื่อยล้า ปวดหลัง ปวดคอ แล้วนั่งทำงานได้ไม่นาน ตัวอย่างดังกล่าวต้องการที่จะพูดถึงเรื่องของหน้าที่ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญและละเอียดอ่อนมาก ซึ่งนักออกแบบจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด

2 ความปลอดภัย

สิ่งที่อำนวยประโยชน์ได้มากเพียงใด ย่อมจะมีโทษเพียงนั้น ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสะดวกต่างๆ มักจะเกิดจากเครื่องจักรกลและเครื่องใช้ไฟฟ้า การออกแบบควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องแสดงเครื่องหมายไว้ให้ชัดเจนหรือมีคำอธิบายไว้

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ต้องคำนึงถึงวัสดุที่เป็นพิษเวลาเด็กเอาเข้าปากกัดหรืออม นักออกแบบจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นสำคัญ มีการออกแบบบางอย่าง ต้องใช้เทคนิคที่เรียกว่าแบบธรรมดา แต่คาดไม่ถึงช่วยในการให้ความปลอดภัย เช่น การออกแบบหัวเกลียววาล์ว ถังแก๊ส หรือปุ่มเกลียว ล็อกใบพัดของพัดลม จะมีการทำเกลียวเปิดให้ย้อนศรตรงกันข้ามกับเกลียวทั่วๆ ไป เพื่อความปลอดภัย สำหรับคนที่ไม่ทรายหรือเคยมือไปหมุนเล่นคือ ยิ่งหมุนก็ยิ่งขันแน่น เป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้

3 ความแข็งแรง

ผลิตภัณฑ์จะต้องมีความแข็งแรงในตัวของผลิตภัณฑ์หรือโครงสร้างเป็นความเหมาะสมในการที่นักออกแบบรู้จักใช้คุณสมบัติของวัสดุและจำนวน หรือปริมาณของโครงสร้าง ในกรณีที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่จะต้องมีการรับน้ำหนัก เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ต้องเข้าใจหลักโครงสร้างและการรับน้ำหนัก อีกทั้งต้องไม่ทิ้งเรื่องของความสวยงามทางศิลปะ เพราะมีปัญหาว่า ถ้าใช้โครงสร้างให้มากเพื่อความแข็งแรง จะเกิดสวนทางกับความงาม นักออกแบบจะต้องเป็นผู้ดึงเอาสิ่งสองสิ่งนี้เข้ามาอยู่ในความพอดีให้ได้

ส่วนความแข็งแรงของตัวผลิตภัณฑ์เองนั้นก็ขึ้นอยู่ที่การออกแบบรูปร่างและการเลือกใช้วัสดุ และประกอบกับการศึกษาข้อมูลการใช้ผลิตภัณฑ์ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องรับน้ำหนักหรือกระทบกระแทกอะไรหรือไม่ในขณะใช้งานก็คงต้องทดลองประกอบการออกแบบไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของโครงสร้างหรือตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากเลือกใช้ประเภทของวัสดุ โครงสร้างที่เหมาะสมแล้วยังต้องคำนึงถึงความประหยัดควบคู่กันไปด้วย

4 ความสะดวกสบายในการใช้

นักออกแบบต้องศึกษาวิชากายวิภาคเชิงกลเกี่ยวกับสัดส่วน ขนาด และขีดจำกัดที่เหมาะสมสำหรับอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายของมนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งจะประกอบด้วยความรู้ทางด้านขนาดสัดส่วนมนุษย์ (ANTHROPOMETRY) ด้านสรีรศาสตร์ (PHYSIOLOGY) จะทำให้ทราบ ขีดจำกัด ความสามารถของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ เพื่อใช้ประกอบการออกแบบ หรือศึกษาด้านจิตวิทยา (PSYCHOLOGY) ซึ่งความรู้ในด้านต่างๆ ที่กล่าวมานี้ จะทำให้นักออกแบบ ออกแบบและกำหนดขนาด (DIMENSIONS) ส่วนโค้ง ส่วนเว้า ส่วนตรง ส่วนแคบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างพอเหมาะกับร่างกายหรืออวัยวะของมนุษย์ที่ใช้ ก็จะเกิดความสะดวกสบายในการใช้การไม่เมื่อยมือหรือเกิดการล้าในขณะที่ใช้ไปนานๆ ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาวิชาดังกล่าว ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้ต้องใช้อวัยวะร่างกายไปสัมผัสเป็นเวลานาน เช่น เก้าอี้ ด้าม เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ การออกแบบภายในห้องโดยสารรถยนต์ ที่มือจับรถจักรยาน ปุ่มสัมผัสต่างๆ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ที่ยกตัวอย่างมานี้ถ้าผู้ใช้ผู้ใดได้เคยใช้มาแล้วเกิดความไม่สบายร่างกายขึ้น ก็แสดงว่าศึกษากายวิภาคเชิงกลไม่ดีพอแต่ทั้งนี้ก็ต้องศึกษาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้ดีก่อน จะไปเหมาว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่ดี เพราะผลิตภัณฑ์บางชนิดผลิตมาจากประเทศตะวันตก ซึ่งออกแบบโดยใช้มาตรฐานผู้ใช้ของชาวตะวันตก ที่มีรูปร่างใหญ่โตกว่าชาวเอเชีย เมื่อชาวเอเชียนำมาใช้อาจจะไม่พอดีหรือหลวม ไม่สะดวกในการใช้งาน นักออกแบบจึงจำเป็นต้องศึกษาสัดส่วนร่างกายของชนชาติหรือเผ่าพันธุ์ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเกณฑ์

5 ความสวยงาม

ผลิตภัณฑ์ในยุคปัจจุบันนี้ความสวยงามนับว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหน้าที่ใช้สอยเลย ความสวยงามจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อเพราะประทับใจ ส่วนหน้าที่ใช้สอยจะดีหรือไม่ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งคือใช้ไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดข้อบกพร่องในหน้าที่ใช้สอยให้เห็นภายหลัง ผลิตภัณฑ์บางอย่างความสวยงามก็คือ หน้าที่ใช้สอยนั่นเอง เช่น ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ของโชว์ตกแต่งต่างๆ ซึ่งผู้ซื้อเกิดความประทับใจในความสวยงามของผลิตภัณฑ์ ความสวยงามจะเกิดมาจากสิ่งสองสิ่งด้วยกันคือ รูปร่าง (FORM) และสี (COLOR) การกำหนดรูปร่างและสี ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่เหมือนกับการกำหนด รูปร่าง สี ได้ตามความนึกคิดของจิตรกรที่ต้องการ แต่ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นในลักษณะศิลปะอุตสาหกรรมจะทำตามความชอบ ความรู้สึกนึกคิดของนักออกแบบแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้จำเป็นต้องยึดข้อมูลและกฎเกณฑ์ผสมผสานรูปร่างและสีสันให้เหมาะสม

ด้วยเหตุของความสำคัญของรูปร่างและสีที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์ นักออกแบบจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาวิชา ทฤษฏีหรือหลีกการออกแบบและวิชาทฤษฏีสี ซึ่งเป็นวิชาทางด้านของศิลปะแล้วนำมาประยุกต์ผสานใช้กับศิลปะทางด้านอุตสาหกรรมให้เกิดความกลมกลืน

6 ราคาพอสมควร

ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมาขายนั้นย่อมต้องมีข้อมูลด้านผู้บริโภคและการตลาดที่ได้ค้นคว้าและสำรวจแล้ว ผลิตภัณฑ์ย่อมจะต้องมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้ว่าเป็นคนกลุ่มใด อาชีพฐานะเป็นอย่างไร มีความต้องการใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์นี้เพียงใด นักออกแบบก็จะเป็นผู้กำหนดแบบผลิตภัณฑ์ ประมาณราคาขายให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่จะซื้อได้การจะได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีราคาเหมาะสมกับผู้ซื้อนั้น ก็อยู่ที่การเลือกใช้ชนิดหรือเกรดของวัสดุ และเลือกวิธีการผลิตที่ง่ายรวดเร็ว เหมาะสม

อย่างไรก็ดี ถ้าประมาณการออกมาแล้ว ปรากฏว่า ราคาค่อนข้างจะสูงกว่าที่กำหนดไว้ ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาองค์ประกอบด้านต่างๆ กันใหม่ แต่ก็ยังต้องคงไว้ซึ่งคุณค่าของผลิตภัณฑ์นั้น เรียกว่าเป็นวิธีการลดค่าใช้จ่าย

7 การซ่อมแซมง่าย

หลักการนี้คงจะใช้กับผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกล เครื่องยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีกลไกภายในซับซ้อน อะไหล่บางชิ้นย่อมต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งานหรือการใช้งานในทางที่ผิด นักออกแบบย่อมที่จะต้องศึกษาถึงตำแหน่งในการจัดวางกลไกแต่ละชิ้นตลอดจนนอตสกรู เพื่อที่จะได้ออกแบบส่วนของฝาครอบบริเวณต่างๆ ให้สะดวก ในการถอดซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอะไหล่ง่าย

8 วัสดุและวิธีการผลิต

ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ผลิตด้วยวัสดุสังเคราะห์ อาจมีกรรมวิธีการเลือกใช้วัสดุและวิธีผลิตได้หลายแบบ แต่แบบหรือวิธีใดถึงจะเหมาะสมที่สุด ที่จะไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าที่ประมาณ ฉะนั้น นักออกแบบคงจะต้องศึกษาเรื่องวัสดุและวิธีผลิตให้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะวัสดุจำพวกพลาสติกในแต่ละชนิด จะมีคุณสมบัติทางกายภาพที่ต่างกันออกไป เช่น มีความใส ทนความร้อน ผิวมันวาว ทนกรดด่างได้ดี ไม่ลื่น เป็นต้น ก็ต้องเลือกให้คุณสมบัติดังกล่าวให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่พึงมียิ่งในยุคสมัยนี้ มีการรณรงค์ช่วยกันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการใช้วัสดุที่นำกลับหมุนเวียนมาใช้ใหม่ ก็ยิ่งทำให้นักออกแบบย่อมต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้นอีกคือ เป็นผู้ช่วยพิทักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการเลือกใช้วัสดุที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ ที่เรียกว่า รีไซเคิล

9 การขนส่ง

นักออกแบบต้องคำนึงถึงการประหยัดค่าขนส่ง การขนส่งสะดวกหรือไม่ ระยะใกล้หรือระยะไกลกินเนื้อที่ในการขนส่งมากน้อยเพียงใด การขนส่งทางบกทางน้ำหรือทางอากาศต้องทำการบรรจุหีบห่ออย่างไร ถึงจะทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่เกิดการเสียหายชำรุด ขนาดของตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกสินค้าหรือเนื้อที่ที่ใช้ในการขนส่งมีขนาด กว้าง ยาว สูง เท่าไหร่ เป็นต้น หรือในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ที่ทำการออกแบบมีขนาดใหญ่โตยาวมาก เช่น เตียง หรือพัดลมแบบตั้งพื้น นักออกแบบก็ควรที่จะคำนึงถึงเรื่องการขนส่ง ตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบกันเลย คือ ออกแบบให้มีชิ้นส่วน สามารถถอดประกอบได้ง่าย สะดวก เพื่อทำให้หีบห่อมีขนาดเล็กสุดสามารถบรรจุได้ในลังที่เป็นขนาดมาตรฐาน เพื่อการประหยัดค่าขนส่ง เมื่อผู้ซื้อซื้อไปก็สามารถที่จะขนส่งได้ด้วยตนเองนำกลับไปบ้านก็สามารถประกอบชิ้นส่วนให้เข้ารูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้โดยสะดวกด้วยตนเอง

เรื่องหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้กล่าวมาทั้ง 9 ข้อนี้เป็นหลักการที่นักออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องคำนึงถึงเป็นหลักการทางสากลที่ได้กล่าวไว้ในขอบเขตอย่างกว้าง ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ไว้ทั่วทุกกลุ่มทุกประเภทในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดนั้น อาจจะไม่ต้องคำนึงหลักการดังกล่าวครบทุกข้อก็ได้ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์บางชนิดก็อาจจะต้องคำนึงถึงหลักการดังกล่าวครบถ้วนทุกข้อ เช่น ออกแบบผลิตภัณฑ์ไว้แขวนเสื้อ ก็คงจะเน้นหลักการด้านประโยชน์ใช้สอย ความสะดวกในการใช้และความสวยงามเป็นหลัก คงจะไม่ต้องไปคำนึงถึงด้านการซ่อมแซม เพราะไม่มีกลไกซับซ้อนอะไร หรือการขนส่ง เพราะขนาดจำกัดตามประโยชน์ใช้สอยบังคับ เป็นต้น ในขณะที่ผลิตภัณฑ์บางอย่าง เช่น ออกแบบผลิตภัณฑ์รถยนต์ ก็จำเป็นที่นักออกแบบจะต้องคำนึงถึงหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ครบทั้ง 9 ข้อ เป็นต้น

องค์การยูเนสโก

องค์การยูเนสโก (UNESCO)



องค์การยูเนสโก หรือ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ นั้น
เป็นองค์การชำนัญพิเศษแห่งหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2489
มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ยูเนสโก มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการสร้างสรรค์สันติภาพ
โดยส่งเสริมความร่วมมือของนานาชาติทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมเพื่อให้ทั่วโลกเคารพ
ในความยุติธรรม กฎหมาย สิทธิและเสรีภาพที่มนุษย์พึงมี โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ เพศ ภาษาหรือศาสนา
ตามกฎบัตรสหประชาชาติ

ปกติ ยูเนสโก จะใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส เป็นภาษาทางการแต่ในระหว่างการประชุม
สมัยสามัญของยูเนสโก และการประชุมคณะกรรมการบริหารของยูเนสโก จะใช้ภาษาที่เกี่ยวข้องถึง
6 ภาษา คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเชีย อาหรับ สเปน และจีน

ประเทศไทยเข้าเป็นรัฐสมาชิกขององค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2492 (ลำดับที่ 49)
ปัจจุบัน ยูเนสโกมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 188 ประเทศ ประเทศสมาชิกล่าสุดคือประเทศ MICRONESIA
โดยเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2542

ในการดำเนินงานของยูเนสโกนั้นจะปรากฎในรูปของการประชุมสมัยสามัญ ซึ่งมีทุกๆ 2 ปี
คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม จำนวน
58 คน ที่เลือกมาจากผู้แทนของประเทศสมาชิก อยู่ในวาระ 4 ปี โดยจัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการใหม่
ครึ่งหนึ่งทุก 2 ปี ผู้อำนวยการใหญ่ จะเป็นเจ้าหน้าที่สูงสุดขององค์การอยู่ในวาระ 6 ปี

ยูเนสโก จัดให้มีสำนักงานส่วนภูมิภาค และสำนักงานย่อยประจำพื้นที เพื่อให้ยูเนสโก ประสานงาน
กับประเทศต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด (ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีสำนักงานยูเนสโกประจำภูมิภาคอยู่ที่
กรุงเทพ : อาคารดาราคาร, เอกมัย) แต่ละประเทศสมาชิกจะจัดให้มีสำนักผู้แทนถาวรประจำยูเนสโก
และสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโกของประเทศนั้น ๆเพื่อดำเนินงานในส่วนที่
เกี่ยวข้องกับขอบข่ายงานของยูเนสโกโดยเฉพาะ

สำนักผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525
เป็นต้นมา มีสำนักงานอยู่ที่กรุงปารีส ปัจจุบันมีเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสเป็นผู้แทนถาวรไทย
และมี ดร. ดวงทิพย์ สุรินทาธิป เป็นรองผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก

สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ

ความเป็นมา
ประเทศไทยได้เข้าเป็นรัฐสมาชิกของยูเนสโก ลำดับที่ 49 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2492
หลังจากนั้น 1 ปี รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการติดต่อกับ
ยูเนสโก โดยได้ตั้งสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม
แห่งสหประชาชาติ เพื่อเป็นหน่วยประสานงาน ขึ้นที่กองการสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัด-
กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่ในการให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ในประเทศเกี่ยวกับการ
ให้ - รับ ความช่วยเหลือ และการร่วมมือกับยูเนสโกในด้านการดำเนินโครงการต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา
วิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ วัฒนธรรมและสื่อสารมวลชน ความช่วยเหลือมีในรูปของสิ่งพิมพ์
อุปกรณ์ ทุนการศึกษา การจัดการประชุมระหว่างประเทศ การสัมมนา การฝึกอบรม ฯลฯ

สถานภาพปัจจุบันและองค์ประกอบ

คณะกรรมการแห่งชาติฯ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตามมติ
คณะรัฐมนตรี ฉะนั้นสถานภาพของคณะกรรมการจะคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนเเปลง
ของคณะรัฐบาล
ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที 16 กันยายน 2540 คณะกรรมการแห่งชาติฯ มีรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงศึกษาธิการดำรงตำแหน่งประธาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการดำรงตำเเหน่ง
รองประธาน ผู้แทนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ของยูเนสโก จากหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นกรรมการ และมีคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย รองปลัด
กระทรวงศึกษาธิการฝ่ายต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการ คณะกรรมการแห่งชาติฯ
ผู้อำนวยการกองการสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. ทำหน้าที่เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการ-
แห่งชาติฯ และหัวหน้ากลุ่มทุกกลุ่มในกองการสัมพันะต่างประเทศ สป. ทำหน้าที่เป็นกรรมการ
และผู้ช่วยเลขาธิการ

คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ

คณะกรรมการแห่งชาติฯ ได้รับการแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540
ปัจจุบันมีคณะกรรมการรวม 7 คณะ คือ

1. คณะกรรมการฝ่ายการศึกษา
2. คณะกรรมการฝ่ายวิทยาศาสตร์
3. คณะกรรมการฝ่ายวัฒนธรรม
4. คณะกรรมการฝ่ายสังคมศาสตร์
5. คณะกรรมการฝ่ายสื่อสารมวลชน
6. คณะกรรมการระบบสารนิเทศสากล
7. คณะกรรมการยกเว้นอากรนำเข้าวัสดุการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม

วัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการแห่งชาติฯ

ตามกฎบัตรของยูเนสโกว่าด้วยคณะกรรมการแห่งชาติฯ (Charter of the National Commissions
for UNESCO) มีดังนี้

1. คณะกรรมการแห่งชาติฯ ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมให้กระทรวง ทบวง กรม
หน่วยงาน สถาบัน องค์การ และประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของยูเนสโก เพื่อความ
ก้าวหน้า ทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และข่าวสารข้อมูล ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศสมาชิก
ดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้
ก. มีส่วนร่วมในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความมั่นคงปลอดภัย และ สวัสดิภาพของมนุษยชาติ
โดยการร่วมในกิจกรรมของยูเนสโก ซึ่งมุ่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ซึ่งกันและกันเกี่ยวกับชนชาติต่างๆ
ให้การศึกษาแก่ประชาชน เผยแพร่วัฒนธรรม รักษาเพิ่มพูนและเผยแพร่วิทยาการ
ข. มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติงานของยูเนสโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการร่างและดำเนิน
โครงการขององค์การฯ
2. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว คณะกรรมการแห่งชาติฯ จึงดำเนินการ ดังนี้
ก. ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลและยูเนสโกในเรื่องที่อยู่ในขอบข่ายงานขององค์การฯ
ข. ประสานงานกับรัฐบาล หน่วยงาน บริการ องค์การ สถาบัน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ในเรื่องที่อยู่ในขอบข่ายงานของยูเนสโก
ค. ส่งเสริมให้สถาบันระดับชาติทั้งที่เป็นของรัฐบาลและไม่ใช่ของรัฐบาล ตลอดจน
บุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วมและดำเนินโครงการของยูเนสโกเพื่อให้ความช่วยเหลือ
ทางด้านปัญญา วิชาการ ศิลปะ หรือบริหาร ซึ่งองค์การฯ อาจต้องขอความช่วยเหลือ
ง. เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความมุ่งหมาย โครงการและกิจกรรมของยูเนสโกตลอดจน
พยายามกระตุ้นความสนใจของประชาชนทั่วไปในงานของยูเนสโกด้วย
จ. เข้าร่วมในการวางเเผนและดำเนินงานต่างๆ ของยูเนสโก ซึ่งได้รับความช่วยเหลือตาม
โครงการพัฒนา เเห่งสหประชาชาติ โครงการสิ่งเเวดล้อมแห่งสหประชาชาติ กองทุนสหประชาชาติ
เพื่องานประชากรและโครงการะหว่างประเทศอื่นๆ
ฉ. เข้าร่วมในการเลือกสรรผู้สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ ของยูเนสโกตามโครงการปกติ
ขององค์การฯ หรือจากงบประมาณยอดพิเศษอื่นๆ ตลอดจนจัดหาสถานศึกษาหรืออบรมแก่ผู้ได้รับทุน
ยูเนสโก
ช. ร่วมกับคณะกรรมการแห่งชาติของประเทศอื่นๆ ศึกษา วิจัยเรื่องที่อยู่ในขอบข่าย
ความรับผิดชอบขององค์การฯ
ซ. ดำเนินการอื่นๆ ตามที่เห็นสมควรที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์โดยทั่วไปของยูเนสโก
3. คณะกรรมการแห่งชาติฯ จะร่วมมือกับคณะกรรมการแห่งชาติฯ ของประเทศอื่นๆ ประสานงาน
กับสำนักงานส่วนภูมิภาคและศูนย์อื่นๆ ของยูเนสโก ในการส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับภูมิภาค
ภูมิภาคย่อย และทวิภาคีในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ
วางเเผน และดำเนินงาน ร่วมกัน การร่วมมือนี้อาจจะส่งผลดีต่อการเตรียมการการดำเนินงานและการ
ประเมินผลโครงการ และอาจเป็นรูปของการร่วมมือกันสำรวจ การสัมมนา การประชุม และการ
เเลกเปลี่ยนข่าวสาร วัสดุอุปกรณ์ และเยี่ยมเยียนซึ่งกันเเละกัน
4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการได้ตามความจำเป็น

คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
(มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540)

ประกอบด้วย

1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการ
2. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รองประธานกรรมการ
3. ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย กรรมการ
4. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
หรือผู้แทน กรรมการ
5. อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทน กรรมการ
6. อธิบดีกรมวิเทศสหการ หรือผู้แทน กรรมการ
7. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หรือผู้แทน กรรมการ
8. เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ
หรือผู้แทน กรรมการ
9. ประธานคณะกรรมการฝ่ายการศึกษาของคณะกรรมการ
แห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ กรรมการ
10. ประธานคณะกรรมการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมการ
แห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ กรรมการ
11. ประธานคณะกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมของคณะกรรมการ
แห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ กรรมการ
12. ประธานคณะกรรมการฝ่ายสังคมศาสตร์ของคณะกรรมการ
แห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ กรรมการ
13. ประธานคณะกรรมการฝ่ายสื่อสารมวชนของคณะกรรมการ
แห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ กรรมการ
14. ประธานคณะกรรมการระบบสารนิเทศสากลของ
คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ กรรมการ
15. ศาสตราจารย์ ดร. อดุล วิเชียรเจริญ กรรมการ
16. ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล กรรมการ
17. รองศาสตราจารย์ ดร. ศลักษณ์ ทรรพนันทน์ กรรมการ
18. รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการและเลขาธิการ
(ฝ่ายการต่างประเทศ)
19. ผู้อำนวยการกองการสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการและรองเลขาธิการ
20. หัวหน้ากลุ่มความร่วมมือพหุภาคี
กองการสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ
21. หัวหน้ากลุ่มสารสนเทศการต่างประเทศด้านการศึกษา
กองการสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ
22. หัวหน้ากลุ่มความร่วมมือทวิภาคี
กองการสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ
23. หัวหน้ากลุ่มประสานงานและการประชุมนานาชาติ
กองการสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ
24. หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมมาตรฐานสากลด้านการศึกษา
กองการสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

องค์การอนามัยโลก

องค์การระหว่างประเทศเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย โดย นายแพทย์ประกอบ ตู้จินดา
จากการระบาดของโรคติดต่อต่างๆ ตั้งแต่ยุคกลางมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของโรคข้ามแดน เป็นผลให้เกิดความจำเป็นในการประสานงานระหว่างประเทศเกี่ยวกับการสาธารณสุข การประชุมนานาชาติครั้งแรกได้จัดขึ้นที่กรุงปารีสในปี พ.ศ.๒๓๙๔ เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการควบคุมโรคติดต่อในการเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศ และจากการประชุมครั้งนี้เอง ได้เป็นที่มาขององค์การถาวรซึ่งจัดขึ้นเพื่อการควบคุมโรคระหว่างประเทศในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ซึ่งต่อมาได้รวมเข้าอยู่ในเครือขององค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ. ๒๔๙๐
องค์การระหว่างประเทศที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในงานสาธารณสุขของประเทศไทย โดยการให้ความช่วยเหลือทั้งในทางวิชาการ วัสดุครุภัณฑ์ และทุนการศึกษา ได้แก่ องค์การอนามัยโลก และกองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ



[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]



หัวข้อ

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization)
กองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children Fund หรือ UNICEF)
สภากาชาดสากล
สภากาชาดไทย
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization)
ในการประชุมนานาชาติ เพื่อร่างกฎบัตรสหประชาชาติในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ณ เมืองซานฟรานซิสโกทุกฝ่ายมีความเห็นต้องกันว่า สหประชาชาติควรมีองค์การอนามัยระหว่างประเทศด้วย และในปีต่อมาได้มีการประชุมอนามัยโลก ณ กรุงนิวยอร์ก เพื่อร่างธรรมนูญขององค์การอนามัยโลกขึ้น ในขณะที่รอการให้สัตยาบันของประเทศต่างๆ ได้มีการตั้งคณะกรรมการชั่วคราวขึ้น ทำหน้าที่ก่อตั้งองค์การอนามัยโลกให้สอดคล้องกับธรรมนูญที่ได้ร่างไว้ เมื่อประเทศต่างๆ ให้สัตยาบันเพียงพอแล้วองค์การอนามัยโลกก็ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑
องค์การอนามัยโลกเป็นองค์การชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญขององค์การฯ ทั้งนี้โดยมิคำนึงว่าประเทศเหล่านั้นจะเป็นสมาชิกของสหประชาชาติหรือไม่ หน้าที่ขององค์การอนามัยโลกตามธรรมนูญมีดังนี้ คือ
๑. ช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการพัฒนาและปรับปรุงบริการทางแพทย์และสาธารณสุข
๒. ส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานการสอนและการฝึกอบรมในวิชาชีพแพทย์และสาธารณสุข และวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
๓. ให้ข้อมูลข่าวสาร การปรึกษาแนะนำ และความช่วยเหลือในด้านการแพทย์และสาธารณสุข
๔. ให้การส่งเสริมการพัฒนาในด้านโภชนาการการเคหะ สุขาภิบาล นันทนาการ สภาพการทำงานและในเรื่องอื่นๆ ของการอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยร่วมมือกับองค์การชำนัญพิเศษอื่นๆ ของสหประชาชาติ
๕. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาชีพที่มีส่วนในการสร้างความก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุข
๖. ส่งเสริมอนามัยและสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ตลอดจนการดำรงชีวิตที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของบุคคลโดยทั่วไป
๗. ส่งเสริมกิจกรรมด้านสุขภาพจิต ทั้งนี้โดยเฉพาะในกลุ่มของบุคคลที่มีความบกพร่องในด้านมนุษยสัมพันธ์
๘. ส่งเสริมและดำเนินการวิจัย เพื่อการพัฒนาในด้านการแพทย์และสาธารณสุข
๙. ศึกษา และรายงานวิธีการและเทคนิคด้านบริหารและสังคมที่มีผลกระทบต่อการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยร่วมมือกับองค์การชำนัญพิเศษต่างๆ ของสหประชาชาติ

งานขององค์การอนามัยโลก ดำเนินการภายใต้นโยบายและการปกครองของสมัชชาอนามัยโลก ที่ประกอบไปด้วยผู้แทนของประเทศสมาชิก ซึ่งใน พ.ศ.๒๕๒๖ มี ๑๕๗ ประเทศ และเพื่อเป็นการกระจายการปฏิบัติงานขององค์การฯ ให้ทั่วถึงส่วนต่างๆ ของโลกสมัชชาอนามัยโลกในการประชุมสมัยที่ ๑ ได้มีมติกำหนดพื้นที่การดำเนินงานออกเป็น ๖ ภูมิภาค คือ
๑. ภูมิภาคอเมริกา มีสำนักงานอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ดี. ซี.
๒. ภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก มีสำนักงานอยู่ ณ เมืองอเล็กซานเดรีย
๓. ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ มีสำนักงานอยู่ ณ กรุงนิวเดลี
๔. ภูมิภาคแอฟริกา มีสำนักงานอยู่ ณ เมืองบราซาวิลล์
๕. ภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก มีสำนักงานอยู่ ณ กรุงมะนิลา
๖. ภูมิภาคยุโรป มีสำนักงานอยู่ ณ กรุงโคเปนเฮเกน

สำหรับประเทศไทย อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด ๑๑ ประเทศ คือ ประเทศบังคลาเทศ ประเทศพม่า ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนเกาหลีประเทศสาธารณรัฐมัลดิฟส์ ประเทศมองโกเลีย ประเทศเนปาล ประเทศศรีลังกา ประเทศภูฏาน และประเทศไทย
เพื่อให้มีการร่วมมือประสานงานกับประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด องค์การอนามัยโลกยังได้ตั้งสำนักงานไว้ตามประเภทต่างๆ โดยมีผู้ประสานแผนงานขององค์การอนามัยโลกเป็นหัวหน้าของสำนักงานอีกด้วย

[กลับหัวข้อหลัก]

ตราองค์การอนามัยโลก



กองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children Fund หรือ UNICEF)
โดยมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ กองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติได้ก่อตั้งขึ้นในวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ในชั้นแรกเพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่เด็กที่ประสบภัยสงครามในทวีปยุโรปต่อมาเมื่อสภาพความเดือดร้อนในยุโรปคลี่คลายลงสมัชชาใหญ่ออกเสียงอีกครั้งหนึ่งในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ให้ต่ออายุกองทุนออกไปอีก ๓ ปี แต่ให้เปลี่ยนเป้าหมายไปสู่เด็กในประเทศที่กำลังพัฒนา และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ กองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติจึงได้เป็นหน่วยงานถาวรอยู่ในสหประชาชาติ และนิยมเรียกกันโดยย่อว่า "ยูนิเซฟ" (UNICEF)
เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๒ สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ได้มีมติยอมรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเยาวชนเป็นเอกฉันท์ โดยมีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ว่า เยาวชนพึงมีสิทธิได้รับการดูแลเลี้ยงดูในด้านอาหาร ที่พักอาศัย การละเล่นเพื่อความบันเทิงและการพักผ่อน การแพทย์และการอนามัย และการศึกษา เพื่อให้เจริญเติบโตขึ้นโดยเสรี มีความสมบูรณ์พร้อมเพรียงทั้งทางด้านร่างกาย สมอง ศีลธรรม และจิตใจ สมกับที่เกิดมาเป็นสมาชิกคนหนึ่ง
เนื่องจากยูนิเซฟเป็นหน่วยงานหนึ่งของสหประชาชาติ ประเทศสมาชิกทั้งหมดและหน่วยงานชำนัญพิเศษทั้งหลายจึงเป็นสมาชิกของยูนิเซฟด้วย นอกจากนี้องค์การเอกชนและบุคคลทั่วไปก็ได้มีส่วนสนับสนุนงานของยูนิเซฟทั้งในด้านการเงินและวัสดุครุภัณฑ์ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก
โดยทั่วๆไป ยูนิเซฟจะมีผู้ประสานงานโครงการอยู่ในประเทศสมาชิก เพื่อดำเนินการช่วยเหลือและสนับสนุนงานพัฒนาเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานอนามัยแม่และเด็ก โภชนาการ การส่งเสริมสุขภาพเด็กโครงการการเลี้ยงเด็กกลางวัน และบริการสวัสดิการชุมชนรวมทั้งโครงการที่มีผลทางอ้อมต่อสุขภาพอนามัยของเด็ก เช่น โครงการวางแผนครอบครัว โครงการประปาหมู่บ้าน โครงการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน เหล่านี้ เป็นต้น
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ยูนิเซฟได้รับรางวัลโนเบลในฐานะที่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคณะกรรมการมอบรางวัลได้ประกาศว่า "ยูนิเซฟได้สร้างการเชื่อมโยงระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจน ทำให้เราทั่วไปต่างรู้สึกว่า แท้ที่จริงแล้วโลกก็คือครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง ถ้าเราต้องการจะอยู่กันโดยสันติสุข เรา
ก็ต้องเริ่มด้วยการให้ความสนใจและเอาใจใส่แก่เด็กทุกคนในบ้าน เป็นประการแรก"

[กลับหัวข้อหลัก]

ตรากองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ



สภากาชาดสากล
ผู้ให้กำเนิดสภากาชาดสากล คือนายอังรี ดูนังต์(Henry Dunant) ชาวสวิตเซอร์แลนด์ เขาเกิดเมื่อวันที่ ๘พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ ณ กรุงเจนีวา ในครอบครัวขุนนางตระกูลสูง ดูนังต์เป็นนักท่องเที่ยวเขาเดินทางไปแสวงหาโชคลาภในทวีปแอฟริกาเหนือ ๒ ครั้ง ในการเดินทางครั้งที่ ๒ เขาผ่านไปทางภาคเหนือของอิตาลีที่หมู่บ้านซอลเฟริโน (Solferino) ณ ที่นี้เองที่เขาได้เห็นการสู้รบระหว่างทหารฝรั่งเศส ซึ่งเขามาช่วยอิตาลีรบกับออสเตรีย เขาเห็นทหาร ๔๐,๐๐๐ จากจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ คน บาดเจ็บล้มตายโดยไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ ด้วยแรงบันดาลใจครั้งนี้ เขาจึงคิดที่จะสร้างองค์การอาสาสมัครเพื่อดูแลทหารบาดเจ็บในยามสงครามขึ้น
จากความคิดของอังรี ดูนังต์ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๖ ก็ได้มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อบรรเทาทุกข์ทหารบาดเจ็บ" (International Committee for the Relief of Wounded Combatants) ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นสภากาชาดสากล (International Commitee of the Red Cross) และได้เจริญเป็นปึกแผ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
สัญลักษณ์ของกาชาดคือเครื่องหมายกากบาทแดงอันเป็นการให้เกียรติแก่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดกาชาด แต่เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าเครื่องหมายกากบาทมีความสำคัญทางคริสต์ศาสนาในอนุสัญญาเจนีวาจึงอนุมัติให้ประชากรมุสลิมใช้เครื่องหมายซีกวงเดือนแดงแทนกากบาทแดงทั่วโลกถือกันว่าวันที่ ๘ พฤษภาคมของทุกปีซึ่งตรงกับวันเกิดของอังรี ดูนังต์ เป็นวันที่ระลึกกาชาดสากล และจวบถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๓ สภากาชาดสากลมีสภาชิกรวมทั้งสิ้น ๑๒๖ ประเทศ สภากาชาดแต่ละประเทศตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ร่วมในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้และบาดเจ็บ ทั้งในยามสงครามและยามสงบ ตลอดจนการบรรเทาสาธารณภัยโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา หรืออุดมคติในทางการเมืองของผู้ประสบภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังมีองค์กรซึ่งทำหน้าที่ประสานงานของสภากาชาดไปประเทศต่างๆเรียกว่า "สันนิบาตสภากาชาด" ซึ่งสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ โดยนายเฮนรี พี. เดวิดสัน(Henry P.Davidson) เป็นผู้ริเริ่ม และในขณะนี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์


[กลับหัวข้อหลัก]

สัญลักษณ์ของกาชาด



สภากาชาดไทย

ความคิดที่จะให้มีสภากาชาดไทย เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) ซึ่งเป็นปีที่เกิดกรณีพิพาทแย่งดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส อันเป็นผลให้เกิดมีการสู้รบกันขึ้น ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์หัวหน้าหญิงไทยสกุลสูงในสมัยนั้นมีความห่วงใยในทหารบาดเจ็บ จึงนำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวี ขอให้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดตั้งองค์การบรรเทาทุกข์ทหาร ในทำนองเดียวกับสภากาชาดในต่างประเทศ ซึ่งในที่สุดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งองค์กรดังกล่าว โดยใช้ชื่อว่า "สภาอุณาโลมแดง" โดยมีเจ้านายฝ่ายในชั้นสูง และหญิงผู้มีเกียรติอาสาสมัครเข้าปฏิบัติงานในองค์กรที่จัดตั้งขึ้น มีกิจกรรมสำคัญ คือ การส่งเวชภัณฑ์อาหาร เสื้อผ้า และของใช้ไปบำรุงทหารในสนามรบ
กิจกรรมของสภาอุณาโลมแดงได้ซบเซาลงภายหลังกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสได้สิ้นสุดลง และได้กลับมาฟื้นฟูขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานที่ดินและทุนทรัพย์ก่อสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ขึ้นอยู่กับสภากาชาดสยามที่วิวัฒนาการมาเป็นสภากาชาดไทยในปัจจุบัน คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศได้รับรองสภากาชาดไทย เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๓ และสันนิบาตสภากาชาดได้รับสภากาชาดไทยเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๔
สภากาชาดไทยมีตัวแทนอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ในนามของ "เหล่ากาชาดจังหวัด" ซึ่งมีหน้าที่บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยและราษฎรที่ยากจนในท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมกิจการอนุกาชาด อาสากาชาด บริการโลหิต และบริการดวงตาอีกด้วย
ในปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงดำรงตำแหน่งอุปนายิกาสภากาชาดไทย